สิทธิกำหนดถิ่นที่อยู่บุตร เยอรมนี

หน้าแรก ฟอรั่ม กฎหมายไทย-กฎหมายเทศ สิทธิกำหนดถิ่นที่อยู่บุตร เยอรมนี

แนวคิดของกฎหมายทุกฉบับคือการคุ้มครองประชาชน อย่ากลัวที่จะเข้าใจเรื่องแบบนี้เอาไว้บ้าง ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ ทำอย่างไรเราจะไม่ทำผิดกฎหมายเพราะความไม่รู้ (แอดมิน เบียร์)

ติดป้ายกำกับ: 

กำลังดู 6 ข้อความ - 1 ผ่านทาง 6 (ของทั้งหมด 6)
  • ผู้เขียน
    ข้อความ
  • #6866
    sornkeaw
    Keymaster

    เรื่องที่อยากบอกกล่าวเป็นวิทยาทาน… โดย Aphinya Grimm

    สิ้นคำพิพากษาของศาล สีหน้าของเธอยังดูปรกติ ฉันเพิ่งได้เข้าใจว่า ที่สีหน้าของเธอยังเป็นเช่นนั้น ก็เพราะเธอยังคงรักษามารยาทต่อหน้าศาลนั่นเอง.. เพราะแค่เราก้าวผ่านธรณีประหูห้องคำพิพากษาออกมาแค่ก้าวเดียว.. เธอก็ปล่อยโฮ ร้องไห้ออกมาสุดเสียง และตีอก ชกหัวตัวเอง.. เป็นที่น่าเวทนา ของผู้คนที่พบเห็นเธอ ในห้องโถงชั้นล่าง ของศาลภูมิภาคในวันนั้น..

    เธอขึ้นศาลนัดนั้นด้วยคดีสิทธิกำหนดถิ่นที่อยู่/การเดินทางในชีวิตประจำวันของบุตรของเธอ..(สำหรับท่านที่ยังไม่คุ้นกฎหมายเยอรมัน.. สิทธิกำหนดถิ่นที่อยู่ของบุตร เป็นส่วนหนึ่งของสิทธิปกครองบุตร เมื่อพ่อแม่แยกทางกันและมีสิทธิปกครองบุตรร่วมกัน.. แต่ทว่าพ่อแม่ ไม่อาจพูดคุย ตกลงกันด้วยเหตุและผลได้ .. ประมาณว่า เจอหน้ากันก็มีแต่ทะเลาะกัน.. แต่พัฒนาการของลูกยังต้องดำเนินต่อไป..เช่น ลูกยังต้องไปโรงเรียน ไปร่วมกิจกรรมต่างๆ ไปว่ายน้ำ ไปเล่นดนตรี ไปเล่นบ้านเพื่อนๆ ไฟพักร้อน และไป.. ฯลฯ.. จึงควรมีพ่อแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่มีสิทธิ์อนุญาตว่า .. ลูกไปที่นั่นที่นี่ได้หรือไม่.. เพราะถ้ารอให้พ่อแม่สองฝ่ายตัดสินใจร่วมกัน คงไม่ทันการ เพราะมัวแต่ทะเลาะกันนั่นเอง .. และผลเสียหายก็จะเกิดขึ้นแก่บุตรในที่สุด.. ศาลจึงต้องพิจารณาตัดสิน ให้สิทธิตัดสินใจนี้ขึ้นอยู่กับพ่อหรือแม่..ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง… ที่สามารถพิสูจน์ตัวเองให้ศาลเห็นได้ว่า ตนสามารถดูแลบุตรได้ .. ไม่เพียงแต่ให้ที่อยู่ที่กิน.. แต่ยังสามารถสนับสนุนพัฒนาการทางร่างกาย จิตใจ และทางการการศึกษา สังคม และ ฯลฯ แก่บุตร.. และเพื่อความง่ายและสะดวกต่อการปฎิบัติ.. พ่อแม่ฝ่ายที่ได้สิทธิตัดสินใจนี้.. ก็คือฝ่ายที่ได้ลูกไปอยู่กับตนในที่สุดนั่นเอง.. โดยก่อนนัดศาล.. โดยทั่วไปศาลจะมอบหมายให้ จนท. ของสำนักงานเยาวชนและทนายความผู้ทำหน้าที่ปกป้องสิทธิเด็ก เป็นผู้คอยดูแลและเฝ้าระวัง พร้อมทั้งทำรายการความสัมพันธ์ระหว่างเด็กและพ่อแม่แต่ละฝ่าย เพื่อประกอบการตัดสินใจของศาล… และในวันพิจารณาคดี.. ศาลจะสอบปากคำและฟังความเห็นของทั้งสองคนนี้ อีกครั้งหนึ่ง และถ้าเด็กโตพอ ศาลก็จะถามความเห็นของเด็ก .. โดยมากศาลจะหลีกเลี่ยง )

    ย้อนกลับมาเรื่องของเธอ.. ลูกสาวของเธออายุสิบเอ็ดขวบ อาศัยอยู่กับเธอและพ่อเลี้ยงมาตั้งแต่คลอด เธอเรียนภาษาเยอรมันได้แค่ A1 แล้วก็ไม่อยากเรียนอีก.. เหตุผลคือ เพราะมีลูกแล้ว.. ยังไงก็อยู่เยอรมันได้ … พ่อเลี้ยงรักลูกของเธอเสมือนลูกในไส้ พ่อที่แท้จริง เพิ่งจะได้รับรู้ว่าตนมีลูกสาว ก็ต่อเมื่อลูกสาวอายุได้ห้าขวบกว่า … โดยกฎหมายพ่อที่แท้จริงไม่มีสิทธิ์อะไรเลย แต่เพราะเธอเอง ที่เกิดความคิดว่า เด็กควรได้รู้จักพ่อที่แท้จริง … เธอบอกความลับนี้แก่พ่อของเด็ก.. กระบวนการพิสูจน์ดีเอ็นเอจึงเริ่มขึ้น .. ผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นไปตามคาด เขาคนนั้นคือพ่อของลูกสาวเธอ.. เขาจึงมีสิทธิ์ได้เยี่ยมลูกเดือนละสองครั้งในวันเสาร์อาทิตย์..

    ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกงอกงาม ทั้งสองเข้าใจกันดี ลูกสาวได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งใหม่ๆมากมายจากพ่อ ได้ออกไปข้างนอก ได้เล่นในสนามเด็กเล่น ก่อนนอนพ่อชอบอ่านหนังสือให้ฟัง ได้รับรู้ ได้มีประสบการณ์ใหม่ๆ ฯลฯ ส่วนตัวพ่อ ก็สุดแสนภูมิใจในความเป็นพ่อคน.. เขายื่นเรื่องต่อศาล อยากได้สิทธิกำหนดถิ่นที่อยู่ของบุตร…!!!

    …. จนท. ของสำนักงานเยาวชนและทนายความผู้ทำหน้าที่ปกป้องสิทธิเด็กเริ่มทำหน้าที่.. คำให้การของทั้งสองต่อศาลไม่ต่างจากคำให้การของผู้เป็นแม่และลูกสาว…”อยู่กับแม่ รับประทานอาหารเสร็จแล้ว หนูเล่นโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าของแม่ ตอนเย็นเรากินอาหาร พอตกค่ำเราก็เข้านอน.. บ่อยครั้งที่หนูไม่เข้าใจที่แม่พูด… แม่เคร่งครัดเกินไป .. หนูว่ามันไม่ยุติธรรมกับหนูเลย ที่ได้เจอพ่อแค่เดือนละสองครั้งตอนเสาร์อาทิตย์.. หนูอยากอยู่กับพ่อ อยู่กับพ่อ มีเรื่องให้ตื่นเต้นเสมอ มีอะไรให้เรียนรู้ ให้พูดคุย ให้แสดงความเห็น.. กับพ่อ หนูบอกได้ด้วยนะว่า หนูหลงรักอเล็กซ์ .. แต่พอหนูบอกเรื่องนี้กับแม่ แม่ด่าหนู และไม่คุยกับหนูทั้งวัน…

    .. ต่อคำถามของศาล คุณพูดกับลูกสาวด้วยภาษาอะไร… แม่ตอบว่าภาษาเยอรมัน

    …. เธอไม่เข้าใจว่าเธอทำอะไรผิด… ไม่เข้าใจว่าทำไมศาลจึงตัดสินให้ลูกแก่พ่อไป.. เพราะที่บ้านนอก.. ที่เมืองไทย เราไม่เห็นต้องทำอะไรเลย… เด็กๆ เรียนรู้อะไรต่างๆ ได้ด้วยตัวของพวกเขาเอง.. เธอว่า…

    …. ขออนุญาตเจ้าของเรื่อง.. นำเรื่องนี้มาบอกกล่าวเป็นวิทยาทาน.. ได้เปลี่ยนแปลงข้อมูลในส่วนที่จำเป็น

    ต้นฉบับที่นี่ค่ะ https://www.facebook.com/100003134688599/posts/2461320417315757?sfns=mo

    • กระทู้นี้ถูกดัดแปลง 2 months, 2 weeks มาแล้ว โดย sornkeaw
    #6867
    sornkeaw
    Keymaster

    แอดมินเบียร์ตอบ

    โอ น่าเห็นใจความรู้สึกของคุณแม่ในโมเม้นนี้ แต่อยากบอกคุณแม่ว่า

    “ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป”

    ด้วยกระบวนการพิจารณาที่ละเอียดอ่อนมาถึงจุดที่จะต้องวินิจฉัยศาลมีหน้าที่ตัดสินว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้เยาว์

    แต่คุณแม่ต้องไม่ตีความคำพิพากษานั้นว่าคุณแม่ไม่เป็นคุณแม่ที่ดี

    คุณแม่เป็นแม่ที่ยิ่งใหญ่ค่ะ มิฉะนั้นลูกคงไม่มีโอกาสได้รู้จักพ่อแท้ๆของเธอ

    ศาลตัดสินให้พ่อเป็นผู้เลี้ยงบุตรดีกว่าคุณแม่เพราะเห็นว่าการพัฒนาการของเด็กจะไปได้ดีกว่าถ้าผู้เยาว์อยู่ในความดูแลของพ่อ แค่นั้นเอง

    ไม่ใช่จะมาตัดสินว่าใครดีกว่าใคร

    มันเป็นปกติของมนุษย์แม่ ที่เมื่อถูกพรากลูกไปจากอกครั้งแรกจะรู้สึกช้อค รับไม่ได้ ,,,, เดี๋ยวมันก็ผ่านไป

    ลูกไม่ได้ไปไหน

    ลูกย้ายออกไปอยู่กับพ่อของเธอ

    พ่อเด็กจะทำหน้าที่พ่อให้ดีที่สุด
    ส่วนคุณแม่ก็ยังต้องทำหน้าที่แม่ที่ดีต่อไป ไม่ด่าว่าในทางที่ลูกเลือกเดินถึงแม้ว่าเส้นทางนั้นแม่จะไม่เห็นด้วยก็ตาม และไม่ว่าลูกจะเปลี่ยนเส้นทางเดินสักอีกกี่ครั้ง
    แม่ต้องรักและซัพพอร์ตลูกอย่างสุดหัวใจ

    ปล่อยให้ความรู้สึกแย่ๆในนาทีนี้มันตกตะกอนไปซะ

    ขอให้เชื่อมั่นว่าลูกยังรักแม่เหมือนเดิมเพิ่มเติมคือลูกจะเติบโตเป็นเด็กที่สมบูรณ์พร้อมเพรียงและเข้มแข็งกว่าที่เราเป็น

    ไม่มีพ่อหรือแม่คนใดจะอยู่กับลูกได้ตลอดไป ชั่วชีวิต
    พ่อแม่ทำให้เธอเกิดมาก็จริงแต่ลูกไม่ใช่ของๆเรา

    #6868
    sornkeaw
    Keymaster

    Monthakan Ayutthaya ปัญหาของคนไทยที่แต่งงานมาอยู่ที่นี่ส่วนใหญ่ แต่งงานมาเผื่อหนีความลำบากจากประเทศของตนเอง สภาพแวดล้อมเดิมๆ แต่งมาเพื่ออนาคตที่ดีของตนเอง และหลายๆคนต้องอุ้มชู พ่อแม่ ญาติ พี่น้อง จนลืมนึกถึงอนาคตของเด็กรุ่นใหม่ๆที่กำลังจะเติบโตเป็นสังคมแบบ Multiculture ไม่ใช่แค่ระดับประเทศ แต่เป็นระดับสังคมโลก, ยังมีการใช้ความทรงจำ และประสบการณ์บางอย่างจากพื้นฐานความรู้ที่ไม่สามารถแตกความคิดและการคาดคะเนอนาคตในอีก 10-20ปีข้างหน้าได้ เพราะแค่ปัญหาตรงหน้า ให้ผ่านไปวันๆก็ยังลำบากแล้ว

    ทักษะการปรับตัว และเปิดรับกับอะไรใหม่ๆ ยังมีGrenze ยังก้าวข้ามความรู้สึกและจิตใต้สำนึกอะไรบางอย่างของตนเองไม่ได้

    ป.ล. เท่าที่สังเกตุมานะค่ะ อ่านไป วิเคราะห์ไป

    #6870
    sornkeaw
    Keymaster

    Apinya Grimm
    ศาลคิดถูก ในขณะเดียวกันแม่เด็กก็น่าสงสารค่ะ เธอเกิดและเติบโตในสังคมบ้านๆแบบไทยๆ เธอเข้าใจว่า เธอทำหน้าที่แม่ดีที่สุดแล้ว ยกตัวอย่าง…. แม่ห้ามลูกเล่นกับอเล็กซ์.. ศาลถามว่าเพราะอะไร เธอตอบว่าเพราะฉันเป็นแม่ ฉันย่อมรู้ว่า คนไหนดี คนไหนไม่ดี สำหรับลูกฉัน…! … หรือการเล่นของลูกหรือเล่นกับลูก แม่ก็มองว่า มันเป็นการเสียเวลาโดยใช่เหตุ น่าจะเอาเวลานั้นไปอ่านหนังสือซะดีกว่า แม่จึงเข้มงวดเอากับลูก.. แม่ไม่เข้าใจว่า.. การเล่นของเด็ก มีความสำคัญมหาศาลต่อพัฒนาการของเด็ก เช่น ต่อการวางรากฐานทางความคิด การอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคม การเรียนรู้กฎเกณฑ์กติกา การแก้ปัญหาในชีวิต.. ฯลฯ

    ก็ไปได้นี่คะ ถ้าแม่ไม่ได้ทำผิดอะไรร้ายแรง จนไม่อาจปล่อยลูกไว้ในปกครองของเธอได้.. ที่ศาลตัดสินคราวนี้ ก็เพราะเห็นว่า พ่อให้ลูกได้ในด้านการช่วยเหลือทางด้านพัฒนาการมากกว่า และตัวเด็กอยากไปอยู่พ่อ.. อีกประการหนึ่งก็ใช่ว่า ตัดสินแล้วก็แล้วกันไป แต่ยังมีการติดตามกันอยู่ ผ่านสนง. เยาวชน .. ถ้าพ่อเป็นไรไป จนท. ก็จะรู้ทันที .. และถ้าสมมุติว่า ถึงวันนั้นแล้ว แม่ยังเหมือนเดิม หรือแย่ลง.. ก็ยังมีครอบครัวอุปถัมภ์ หรือ Wohngruppen ซึ่งเป็นมาตรการช่วยเหลือของ Jugendamt อีกเยอะแยะ

    • ข้อความตอบกลับนี้ถูกดัดแปลง 2 months, 2 weeks มาแล้ว โดย sornkeaw
    #6871
    sornkeaw
    Keymaster

    Tarn Thara
    ใช่เลยค่ะ เห็นใจคุนแม่ที่ต้องเสียสิทธิ์อบู่กับลูกไป แม่ทุกคนรักลูก แต่ไม่ทุกคนที่จะรักแบบถูกวิธี ต้องยอมรับว่า สิ่งที่เราทำกันมาตามวิถีไทย มันดีต่อเดกไม่เท่ากะระบบที่นี่ การศึกษาแบบไทยการเลี้ยงดูที่ต้องให้ลูกเรียนในห้องเรียน ท่องๆๆๆ ต้องได้เกรดสี่เท่านั้น ถึงจะดีสำหรับพ่อแม่ 😔 แต่วิชาต่อสังคม เรื่องเพศ เรื่องอะไรที่ในห้องเรียนไม่มีสอนคือติดลบเลย พ่อแม่ควรเปน google สำหรับลูก เปนที่ปรึกษา ให้เค้าได้ อย่างที่พ่อเค้าเป็นถูกแล้วค่ะ คนจะเจริญ จะมีอนาคตที่ดี ไม่ใช่แค่ตั้งใจเรียนขยันอ่านหนังสืออย่างเดียว

    แม่ต้องเข้าใจก่อนว่าการเลี้ยงดูแบบบ้านเรามันไม่ผิด แต่มันเป็นการเลี้ยงดูที่ประเทศนี้เค้าเห็นว่ามันไม่ส่งผลดีต่อพัฒนาการเด็ก ในประเทศที่เจริญแล้วเค้าต้องการให้เด็กเติบโตมาอย่างมีคุณภาพ เค้าจะไม่ใช้วิธีการดูแลเด็กแบบที่แม่โดนเลี้ยงมา และเมื่อคุณอยู่ภายใต้กฏหมายและระเบียบสังคมของที่นี่ คุณแม่ควรศึกษาหาความรู้ว่าประเทศที่เราอยู่เค้ามีแนวทางยังไงในต่อการดูแลเด็กและควรปฏิบัติตาม ถ้าไม่รู้ว่าทำไมศาลไม่เข้าใจ คำตอบคือ คุนคิดว่าคุนเลี้ยงดีสุดแล้วแต่มันไม่ดีพอสำหรับที่นี่เพราะแม่จะเอาวิถีไทยแบบเลี้ยงตามมีตามเกิดมาใช้ในประเทศที่เค้ามีนโยบายที่ค่อนข้างใส่ใจเด็กมากๆ ไม่ได้

    • ข้อความตอบกลับนี้ถูกดัดแปลง 2 months, 2 weeks มาแล้ว โดย sornkeaw
    #6873
    sornkeaw
    Keymaster

    Pang Rmutpnb Kmutnb

    ข้อมูลเป็นประโยชน์มาก ขอบคุณที่มาแบ่งปันค่ะ ในมุมมองอีกมุมนึง มันมีหลายๆแง่มุม ให้คิดมากๆ เด็กที่วัยกำลังโตกำลังสนุกใครมาให้ความสำคัญพามาทำกิจกรรมพาไปเที่ยว พาไปสนุกเด็กๆ ก็จะติดและให้ความสำคัญกับคนนั้น ในขณะที่กิจวัตประจำวันที่อยู่กับแม่มีสิ่งน่าเบื่อหน่ายให้ทำของแม่มีแต่ ภาระงานบ้านงานเรือนงานจิปะถะที่ต้องต้องคอยดูแล ไหนจะคนอื่นๆอีกเช่นสามีอีกกรือลูกอีกคนเสื้อผ้าอาหาร แม่ มีแต่จะให้ลูกทำโน่นทำให้เสร็จเช่น กินข้าว เปลี่ยนเสื้อผ้า ทำการบ้าน คือให้เค้าทำหน้าที่ของเค้า มันมีแต่เรื่องน่าเบื่อ เรื่องเคร่งเครียดสำหรับเด็กๆมันไม่สนุกไม่เร้าใจสำหรับวัยเค้า ทั้งๆที่กว่าจะโตมาขนาดนี้ รู้ไหมคนเป็นแม่ ที่อยู่ต่างแดนนั้นเหนื่อยแสนเหนื่อย มันไม่ยุติธรรมเลย มันมีแง่มุมอีกมากมาย ที่เป็นปัจจัย หากเกิดเรื่องนี้กับตัวดิฉัน ดิฉันไม่รู้ว่าจะเอาสติตัวเองมาตอบคำถามศาลยังไงเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากที่ลูกรักถูกพรากไปจากอก หากศาลมองไม่เห็นความรักและจุดประสงค์ของแม่ มันช่างไม่ยุติธรรมสำหรับแม่เลย อ่านแล้วทำไมอินจัง😢😢

กำลังดู 6 ข้อความ - 1 ผ่านทาง 6 (ของทั้งหมด 6)
  • คุณต้องเข้าสู่ระบบเพื่อตอบกลับกระทู้นี้