ซีรี่ย์กรุ่นไอสงครามกลางเมือง
เรื่องและภาพ โดย Pokhansa


คู่ผัวตัวเมียกุ๊กกิ๊ก

ชีวิตในวันที่ 4 แห่งการบันทึก มีถดถอยนิดหน่อย เพราะรู้สึกมีอาการแสลงและอืดที่ท้องน้อย ๆ ยังหาสาเหตุไม่ได้ว่า เพราะกินอะไรกันแน่ มันไม่เป็นมากจนต้องพัก แต่คอยมาเตือนอยู่เสมอ คราวนี้ฉันเชื่อว่า มีอาหารบางตัวที่ฉันแพ้ แต่ยังจับผู้ร้ายตัวนี้ (หรือหลายตัว) ไม่ได้

ช่างมันเถอะ

วันนี้ไปทำงานสาย ตอนสิบโมงกว่ามีประชุม มีผู้เชี่ยวชาญด้านสถิติจากเจนีวามานำเสนอเรสโซลูชั่นด้านสถิติในแนวคิดใหม่ สามีเคี่ยวเข็ญให้ฉันไปนั่งฟัง ทั้งที่ฉันอยากทำงานที่ค้างมากกว่า แต่ก็ยอมไป เพราะอยากเจอเพื่อนร่วมงานเก่าที่ย้ายจากแผนกของเราไปอยู่แผนกสถิติ รับตำแหน่งที่มั่นคงได้ไม่นาน

ฮักกิ เป็นคนเตอรกี อายุมากแล้ว เป็นสุภาพบุรุษที่น่ารัก ตัวสูง ท่าทางนุ่มนวล แต่งตัวดีมาก ชอบใส่เนคไทสวย ๆ ชายหนุ่ม(และไม่หนุ่ม) ที่แผนกของเราบอกว่า ไม่มีใครสู้ฮักกิได้เรื่องเน็คไท

ไปร่วมประชุมแล้วไม่ผิดหวังเลย ทีมงานมีสามคน คนนำเสนอเป็นหญิงสาวสวยละมุน เธอเสนอขึ้นหน้าจอ ตรงล็อคการนำเสนอที่ดีทุกอย่าง ใช้ภาพประกอบดี ใช้ถ้อยคำไม่เยิ่นเย้อ จำนวนแผ่นใสไม่มาก ตัวหนังสือหน้าจออ่านชัดเจน อธิบายแต่ละหน้าไม่นานนัก มองสบตาผู้ฟังด้วยตากลมโตงาม ยิ้มน้อย ๆ แต่รักษาความเคร่งขรึมแบบมืออาชีพ ไม่มองที่หน้าจอแล้วหันหลังให้ผู้ฟัง

นำเสนอจบใน 20 นาที ชัดเจน เข้าใจง่าย น่าสนใจ ฉันได้เรียนรู้เพิ่มเติมหลายอย่าง แอบนึกว่า ที่เจนีวา เราก็มีประชุมแบบนี้บ่อย ๆ แต่ฉันไม่เคยเข้าร่วมเลย ชีวิตที่นั่นมันเต็มไปด้วยงานหน้าตัก แกะจากหน้าจอไม่ออก ห้องประชุมก็ห่างไปแค่ 20 กว่าก้าว แต่ไม่ค่อยชอบไป ใจมันไม่สงบ กลัวทำงานไม่ทัน รู้สึกดีใจที่พออยู่เบรุต มันสงบขึ้น ฉันสละเวลา 1 ชั่วโมงไปรับฟัง แล้วรู้สึกโชคดีที่ไป ฉันได้ตั้งคำถาม คิดตาม และอาจจะเป็นครั้งแรกที่รอบหลายปีที่ผ่านมาที่ฉันรู้สึกผ่อนคลายในที่ประชุม ได้ตั้งคำถามไปสองสามคำถามด้วยความอยากรู้อย่างจริงใจ และได้รับคำตอบที่ชัดเจน ส่วนคุณสามีนั่งฝั่งตรงข้าม ก็โยนคำถามสนุก ๆ และให้ข้อเสนอแนะสมกับเป็นเอ็กซเปิร์ตในด้านอนุสัญญาฯจริง ๆ ฉันอดปลื้มกับคนของฉันไม่ได้ ฉันรักความรอบรู้ของเขาจริง ๆ

หลังจากประชุมก็กลับไปเคี่ยวงานต่อ ตายแล้ว เจ้านายแมรี่สไกป์มาเมื่อวานขอข้อมูลเพิ่มเติมจากตัวเลขที่ฉันสงไปวันก่อน ฉันก็สู้อุตส่าห์วิเคราะห์ทั้งเช้าก่อนมาทำงาน แต่ดันเซฟข้อมูลไว้ที่บ้าน เลยส่งข่าวไปบอกแมรี่ว่า ตอนเที่ยงจะกลับบ้านไปเอาไฟล์มาสรุปแล้วส่งให้ตอนบ่ายนะ

ว่าแล้วเกือบบ่ายโมงก็ขับรถกลับบ้าน สามีกินข้าวที่ทำงานเพราะมีงานเยอะ ฉันกลับบ้านก็เอาไก่ต้มมาอุ่น กินกับข้าว และน้ำจิ้มแบบข้าวมันไก่ อร่อยจริง ๆ ของทำเอง

จากนั้นก็เอาไฟล์มาสรุปต่อ สักครึ่งชั่วโมงก็เสร็จ ส่งไปให้เจ้านายที่เจนีวา ก่อนจะขับรถกลับไปที่ทำงาน

ตอนบ่ายวันพุธ (เมื่อวาน) ได้รับโทรศัพท์จากแซลลี่ร้านแม็กซ์มาร่า บอกว่า มาดาม กางเกงสองตัวที่เอาเอวเข้ามาถึงแล้วนะคะ ส่วนเดรสสีดำ (สุดหรู) ที่ยูจองไว้ ก็พร้อมแล้ว แต่ฉันมีข่าวจะบอกยูว่า วันพฤหัสเราจะมีลดกระหน่ำถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ฉันก็กรี๊ดเลยสิคะ เดรสตัวนั้นมันถูกอยู่เสียเมื่อไร (ส่วนกางเกงน่ะ จ่ายเงินไปแล้ว สายเสียแล้ว) แซลลี่จึงบอกว่า ยูค่อยมาพรุ่งนี้นะ จะได้ซื้อได้ในราคาถูก และเผื่อยูจะอยากได้อย่างอื่นด้วย (โห แซลลี่รู้ใจที่สุด จุ๊บ จุ๊บ จุ๊บ) มาดามมีความสุขมั่ก ๆ

ตอนบ่ายสี่โมง เรารีบออกจากที่ทำงาน ขับรถออกนอกเมืองทางทิศเหนือ ขณะมีรายงานว่า มีการยิงกันทางทิศใต้ สามีจะไปเอารถที่ซ่อมไว้ที่อู่เบนซ์ ฉันส่งเขาลงแล้ว ก็วิ่งไปร้านซักแห้งในเมือง ไปเอากางเกงสีครีมของเขา และเสื้อแจ็กเก็ตลินินขาวนวล (สุดรัก) ของคลาวเดีย ไคลด์จากเมืองไทย ทั้งสองอย่างเสียเงินไป 10 ดอลล์

ใกล้ ๆ ร้านซักแห้งมีซุปเปอร์ฯเล็กที่อัดแน่นไปด้วยสินค้าที่ฉันชอบไปซื้อเบซิล ซึ่งคุณสามีทำเหี่ยวไปทั้งสองต้นที่ซื้อมาวันก่อน เพราะพี่แกเล่นเปิดหน้าต่างรับลมเต็มที่ และเบซิลนั้นเกลียดลมยิ่งกว่าอะไร ฉันกลับบ้านเห็นมันเหี่ยวเฉาก็ตกใจ จนเห็นใบมันถูกหนีบอยู่ที่ขอบหน้าต่าง ก็นึกรู้ว่า สามีเปิดหน้าต่างแล้วปิดหลังจากสมุนไพรของฉันร่อแร่ไปแล้ว

ฉันไปหาซื้อมูสลี่ออสเตรเลียที่สามีชอบ (ไม่มี) ไปเจอเครื่องปรุงจากเมืองไทยหลายอย่าง และกะทิแท้ ๆ ที่ไม่ผสมสารที่ทำให้เหนียว ๆ รวมทั้งเครื่องปรุงแบบไทยหลายอย่าง พอทำให้นึกถึงภาพอาหารอร่อย ๆ ได้ แต่ไม่ได้ซื้อ เพราะเราจะเดินทางแล้ว

รายการสินค้าที่ได้ คือ น้ำดื่มสองแพ็คใหญ่ กาแฟเนสคาเฟ่หนึ่ง พาร์มาซาน เชอร์รี่ พลัมสีแดง แตงโม (หนัก 9 กิโล เพราะลูกเล็กกว่านี้ไม่มีแล้ว) นมถั่วเหลืองกล่องเล็ก (เอาไว้อุ่นกินที่ทำงานเวลาหิว ๆ) ทิชชู่สองกล่อง กะทิกล่องกระดาษ และอะไรอีกนิดหน่อยที่จำไม่ได้แล้ว

เอาของเข้ารถ ขับกลับบ้าน ระหว่างทางสามีโทรมา ถามว่าไปเอาเสื้อที่แม็กซ์มาร่าหรือยัง ฉันบอกว่า ยังเลย ตั้งใจจะกลับบ้านก่อนแล้วเราไปด้วยกัน เขาบอกว่า ยูไปคนเดียวได้ไหม ยูโตแล้ว (อ้าว แล้วใครจะจ่ายค่าเสื้อล่ะ ที่รัก) ฉันก็เลยบอกว่า โอเค (เงินก็มี ไม่ง้อหรอก) เลยแวะไปที่ร้านเสื้่อ

โห สงสัยจะเป็นเทศกาลมิวสิคซัมเม่อร์กระมัง รถค่อนข้างติด เห็นเวทีแสงสีเสียงตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง ผู้คนคึกคัก ร้านค้าติดป้ายลดกระหน่ำ เห็นแล้วอย่างกระโจนซื้อไปเสียทุกอย่าง แต่เป้าหมายฉันชัดเจนว่า จะไปที่แม็กซ์ฯ

พอไปถึง มีคนขายสามคน คนหนึ่งเป็นสาวฝึกงาน เธอเห็นหน้ามาดาม ก็ส่งเสียงไปบอก ได้ยินแว่ว ๆ ว่า แซลลี่ มาดามมาแล้ว ประมาณนั้น เข้าไปในร้าน น้องก็บอกว่า แซลลี่กำลังไปหยิบของให้แล้วนะ

สักพัก แซลลี่เอากางเกงที่แก้แล้วมาให้ พร้อมชุดสีดำที่จองไว้ (และตอนนี้ได้ลดถึง 1 ใน 4 ห้า ห้า ห้า) ฉันบอกว่า ชุดดำลองไปแล้ว ไม่ต้องลองอีกละ ส่วนกางเกงลองแล้ว เข้าทรงพอดี แต่ไม่เป๊ะ เพราะเอวกับสะโพกของฉันมันหากางเกงเข้าทรงยาก ต้องตัดเองดีที่สุด ตกลงพอใจ จ่ายเงินค่าชุด

แล้วก็อดไม่ได้ เนื่องจากเห็นราคาลดไปมาก ถามแซลลี่ว่า มีอะไรจะให้ซื้ออีกไหม เธอเอาเสื้อมาให้ดูอีกสองสามตัว ล้วนปักลูกปัดหลายชนิด แบบเรียบ ๆ บ้าง แบบสีสันมีนก มีแมวบ้าง ฉันลองแล้ว พบว่า สีขาวทำให้ดูอ้วน ชอบใจสีลาเวนเดอร์ซึ่งเป็นเสื้อตัวยาวมาก ดูเหมือนกระโปรง มีกระเป๋าสองข้าง ปักด้านหน้านิดหน่อย แขนสั้น คอกลมกว้าง แต่ลองแล้วนึกในใจว่า เราคงจะแก่ไปสำหรับเสื้อแบบนี้ แม้ว่าจะซ่อนพุง สะโพก และต้นขาได้ ก็คงจะคิกขุไปสักหน่อย (รวมทั้งคุณสามีโทรมาบอกว่า เสื้อแพง – หน็อย ขัดขวางความสุขของมาดามเสียจริง)

ก็เลยตัดใจ ไม่เอาอะไรเพิ่ม แซลลี่หยอดท้ายว่า ยังเซลล์อีกหลายวัน ยูแวะมาใหม่ได้นะ สมกับเป็นเซลล์เกิร์ลชั้นดีจริง ๆ

ฉันชอบแซลลี่ที่มีกิริยามารยาทเรียบร้อย อดทนกับพวกเรา ท่าทางไม่รอบจัด เหมือนน้องสาวที่อยากช่วยพี่สาวแต่งตัว และน้องคงนึกว่า พี่ที่หน้าตาเหมือนเหมดฟิลิปปินส์นี่ช่างโชคดี มีสามีรวย แต่พี่สาวรสนิยมไม่ค่อยจะเอาไหน คิกคิก

ก่อนลงที่จอดรถ ต้องผ่านซุปเปอร์หรู ก็เลยโฉบไปซื้อของอีกนิดหน่อย พวกอาหารสด ได้เนื้อสับปั้นเป็นก้อน ผสมเครื่องเทศแบบแขก ๆ เรียกว่า คาฟตาห์ กลับบ้านหนึ่งห่อ และของกินขบเคี้ยวอีกนิดหน่อย ตอนไปจ่ายตังค์ เอาแบ้งก์ 50 ดอลล์ให้ แคชเชียร์หนุ่มพิจารณาอยู่นาน แล้วบอกว่า แบ้งก์ยูมันเก่าแล้ว ทางเราไม่รับ ฮึ่ม มาดามจะหงุดหงิดดีไหมเนี่ย เถียงกลับไปสองสามคำว่า แบ้งก์ก็ในประเทศยูเอง จะไม่รับได้อย่างไร

สุดท้ายก็ยอมแพ้ เพราะมาดามรักสงบ จึงเอาแบ้งก์ร้อยใหม่เอี่ยมให้แบบหงุดหงิดหน่อย ๆ ตอนพวกทอนกลับมาเป็นเงินเลบานีส ฉันเล็งแล้วว่ามีแบ้งก์เก่า พอรับเงินทอนมา ฉันก็เลือกแบ้งก์ช้ำ ๆ แล้ววางกลับคืนอย่างสง่า (แถมเย้ยหยัน) บอกว่า แบ้งก์นี้เก่าแล้ว ไอไม่เอา ขอแบ้งก์ใหม่ หนุ่มน้อยก็ทำท่าเขิน ๆ ยอมเอาแบ้งก์ใหม่ (แต่ก็เก่าแล้ว) แลกคืนให้แต่โดยดี มาดามกล่าวอย่างมีชัยว่า ทำยังงี้ได้ยังไง ยูไม่รับแบ้งก์เก่าของไอ แต่ยูให้แบ้งก์เก่ากับไอ นี่ไอเป็นลูกค้าประจำของที่นี่นะ(ยะ) (มีแฟนอยู่ที่ซุปฯนี้ตรึม ตั้งแต่คนขายผลไม้ คนขายปลา คนขายแฮม เด็กเข็นรถ ห้า ห้า ห้า ล้วนเป็นผู้มีอำนาจทั้งนั้น)

จากนั้นก็นวยนาดกลับบ้าน พร้อมของเต็มท้ายรถ ถึงบ้าน จอดรถ ฉันถือของขึ้นไปได้ไม่กี่อย่าง สามีนั่งเล่นคอมฯ (ที่หน้าจอคงมีแต่รถ รถ รถ และรถ) เหมือนเดิม ฉันบอกว่า ยังมีของอีกนะจ๊ะ ช่วยขนด้วย พี่แกบอกว่า เดี๋ยวไป

ฉันเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เบาสบาย หาน้ำเย็น ๆ ดื่ม เช็คหน้าจอว่ามีงานที่ต้องตามไหม ทำอะไรกุก ๆ กิก ๆ ท้องฟ้าเริ่มครึ้ม คุณสามียังไม่ขยับไปขนของ ก็เลยเตือนอีกครั้ง พี่แกก็อือ อือ อือ เดี๋ยวไป จะโมโหก็อารมณ์ดีเกินไป ไม่อยากทะเลาะกันในเรื่องไม่เป็นเรื่องเสียป่าว ๆ

สุดท้าย ฉันก็เลยคว้ากุญแจรถ คิดว่าจะลงไปขนเองแระ เท่านั้นเอง พวกก็เก็ตเมสเสต ร้องลั่นว่า โโโโนนนนนวววว แล้วคว้าตัวฉันมาจากประตูบ้าน กอด แล้วหัวเราะรื่นเริง ฉันบอกว่า ยูขี้เกียจ ไอไม่อยากรอ เขาเลยบอกว่า ไปแล้วจ้ะ วิ่งไปแต่งตัวให้ดูทะมัดทะแมงหน่อย แล้วเราสองคนก็ลงไปขนของด้วยความเบิกบาน (มาดามขยับภูเขาได้สำเร็จ) สามีสุขภาพจิตดีขึ้นมาก เพราะปกติถ้าทำแบบนี้ พวกจะโมโห หาว่าเราประชดทันที

ตอนขนแตงโมเข้าลิฟต์ ฉันบอกว่า ระวังหน่อยนะ สตรีมีครรภ์

วันวานก็จบลงด้วยการเอาชนะใจด้วยเอง ไม่ตะบึงตะบอน ที่จะทำให้ต้องทะเลาะกันโดยใช่เหตุ

รักนะ ทุกคน

มาดามผู้เยือกเย็น(เป็นเหมือนกัน)

เขียนไว้ที่ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2012