อัจฉราเล่าเรื่อง

โควิด-19 จากซิดนี่ย์ถึงเมืองไทย

โดย อัจฉรา เชยอรุณ

20 มีนาคม 2020

อ่านข่าว อ่านโพสต์ เนื้อหามีแต่เรื่องน่าตื่นตระหนก การดำเนินชีวิตของมวลชนในช่วงเวลานี้ราวกับเรากำลังอยู่ในสงครามโลกครั้งที่สาม เรากำลังสู้รบกับศัตรูมืดที่มองไม่เห็นตัว นักรบไม่ใช่ทหารจับปืน แต่เป็นหมอ พยายามจับเข็มฉีดยา ใส่เสื้อกาวน์ เป็นเกราะกำบัง

เกือบเดือนมาแล้วที่ความวุ่นวายเกิดขึ้น เริ่มจากฝูงชนกักตุนกระดาษชำระ ออสเตรเลียทั้งประเทศหาซื้อกระดาษชำระไม่ได้ แล้วอาหารแห้งเริ่มขาดแคลน แล้วอาหารสดก็ขาดแคลนตาม ผู้คนขนสินค้าอุปโภค บริโภคใส่รถเข็นจนเต็ม อาหารคน อาหารสัตว์ขาดแคลน มิไยที่นายกรัฐมนตรีจะออกมาประกาศปาว ๆ ว่า ไม่ต้องกักตุน เราจะไม่อดตาย เราจะผ่านจุดนี้ไปได้….แต่ไม่มีใครฟัง! 

สุดท้าย ซุปเปอร์มาเก็ตต้องเปลี่ยนระบบบริการใหม่ เปิดสายขึ้น อนุญาตเฉพาะคนแก่ คนพิการให้ซื้อของได้ก่อนใคร ปิดห้างเร็วขึ้น คนทำงานเช้ายันเย็นดังตัวข้าพเจ้าจึงหมดโอกาสที่จะซื้ออาหารสด

ไม่เป็นไร หาของเก่า ๆ ในตู้แช่แข็งขุดขึ้นมากินกันตาย ไม่มีอะไรให้กินน่าจะดี น้ำหนักจะได้ลดเสียที😊

ความโกลาหลในที่ทำงาน พนักงานเรียกร้องที่จะขอเลือกงาน ขอไม่เกี่ยวข้องยุ่งเกี่ยวกับคนที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ผู้โดยสารที่ต้องเดินทางร่วมกับเด็กนักเรียนมหาลัยที่มาจากจีน โทรศัพท์มาโวยวาย ตำหนิติเตียนที่ละเลยความปลอดภัย พูดราวกับคนทุกคนบนโลกใบนี้มีเชื้อไวรัส ยกเว้นตัวเอง!

นี่ถ้าไวรัสมันติดเชื้อกันทางสายโทรศัพท์ได้ ข้าพเจ้าคงถูกรังเกียจจนไม่มีใครยอมพูดด้วยเป็นแน่

งานยุ่งล้นมือ มีแต่เรื่องปวดหัว ทั้งพนักงานกันเองทั้งลูกค้า ใบจอง 98% ถูกยกเลิก บริษัทกำลังจะปิดตัว ข้าพเจ้าจึงต้องหาทางกลับไทยก่อนเวลาที่ควรจะกลับ ตั๋วเครื่องบินหายาก แถมราคาแพง สุดท้ายก็หามาจนได้ กำหนดวันบินคือวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ มีเวลาเตรียมตัว จัดกระเป๋า พร้อม ๆ กับลุ้นทุกวันว่าสนามบินจะปิดหรือไม่ เพราะรัฐบาลมีออกแถลงการณ์มันทุกวัน ถึงความเข้มงวด ในการเข้าออกประเทศ

แล้วคำสั่งห้ามคนออสเตรเลียออกจากประเทศก็ออกมาจนได้!!!!

ข้าพเจ้าจะใช้สิทธิ์ความเป็นคนไทยออกนอกประเทศ แต่กฎระเบียบจากรัฐบาลไทย บังคับให้ทุกคนต้องมีใบรับรองแพทย์ และใบรับรองจากสถานทูตหรือสถานกงสุล อนุญาตให้เข้าประเทศ ยังไม่ทันตั้งตัว สายการบินอีเมล์มาบอกว่าตั๋วถูกยกเลิก ให้รอตั๋วใหม่ที่จะออกให้ 

เหมือนมีมือมืดรอถล่มโลก ผู้คนแตกตื่นในทุก ๆ เรื่อง รัฐบาลจ่อคิวรอปิดประเทศ เรียกประชาชนที่อยู่นอกประเทศให้กลับบ้านด่วน เรือสำราญทุกลำที่ออกไปแล้วให้หันกลับเข้าอ่าว ความโกลาหลเกิดขึ้นเพราะเป็นครั้งแรกของโลกที่มีเหตุการณ์แบบนี้ ไม่มีใครรู้ว่าควรจะรับมือแบบไหน ควรจะทำยังไงที่จะเสียหายน้อยที่สุด หุ้นตก ค่าเงินดิ่งลงเหว เศรษฐกิจย่อยยับวิบัติ อย่างถ้วนทั่ว ทุกประเทศทั้งโลก

ร้านอาหารเงียบเหงา คลับ และผับต่าง ๆ ออกมาแถลงว่า มีการตัดที่นั่งใหม่ ด้วยระยะห่างหนึ่งเมตรครึ่งตามคำสั่งนายก ธุรกิจอาหารส่งตามบ้านเริ่มคึกคัก มีบริการใหม่ ๆ ออกมาเพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนให้อยู่บ้านให้มากที่สุด 

ในความแตกตื่นโกลาหล มีการชี้แจงให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายของไวรัสตัวนี้ แต่จะมีใครบ้างที่ยอมรับฟังข้อเท็จจริง คนส่วนมากคิดถึงแต่ความตาย หวาดกลัวจนแทบจะหยุดหายใจ แม้ตัวเลข 80% ผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการ ไม่ต้องกินยา ไม่ต้องทำอะไรนอกจาก กันตัวเองจากคนอื่น และรอเวลาให้ร่างกายสร้างสารแอนตี้บอดี้เพื่อขับเชื้อออกจากร่างตามธรรมชาติ คนติดเชื้อแค่ 15% ที่จำเป็นต้องรักษาด้วยยา และ 5% ที่ถึงตาย เพราะร่างกายมีโรคร้ายแรง รอเชื้อตัวนี้มาเร่งให้ตายเร็วขึ้น

ถึงอย่างไร สงครามคราวนี้ก็ไม่น่ากลัวอย่างที่ควรจะเป็น ตราบใดที่ข้าวยังออกรวง ไก่ยังออกไข่ อาหารเลี้ยงชาวโลกยังมีผลผลิตสม่ำเสมอ มนุษย์เพียงดูแลร่างกายให้แข็งแรง มีสติกับการใช้ชีวิต ไม่ประมาท และเชื่อฟังผู้นำ คงเพียงพอที่ชาวโลกจะผ่านวิกฤติ คราวนี้ไปได้

27 มีนาคม 2020

สงครามชีวภาพคราวนี้ ถล่มโลกด้วยคำสั่งจากคณะรัฐบาลราวกับระเบิดลง ระเบิดลูกที่หนึ่งคือห้ามคนออสซี่ออกนอกประเทศ และ ห้ามคนต่างชาติเข้าประเทศ ผลจากคำสั่งนี้ คือสายการบินส่วนใหญ่ต้องหยุดบิน ธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางล้มเป็นโดมิโน

หลังจากนั้นไม่นาน ระเบิดลูกที่สองก็ลง ด้วยคำสั่งปิดพรมแดนในแต่ละรัฐ คนที่ต้องเดินทางไปทำงานต่างรัฐ คนที่ผิดหวังจากการเดินทางไปต่างประเทศ เลยหันเหมาเป็นการเที่ยวภายในประเทศต่างผิดหวัง คนที่ต้องเดินทางข้ามรัฐต้องกักตัว 14 วัน ไม่มีใครอยากถูกกักตัว คนงานเหมืองที่ต้องบินไปทำงานจึงต้องหยุดด้วยความจำใจ

ระเบิดลูกใหญ่ ลูกที่สามตามมาติด ๆ ด้วยการให้ธุรกิจที่ไม่ใช่ความจำเป็นของชีวิต ปิดกิจการชั่วคราว เปิดได้เฉพาะ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านขายยา ร้านอาหาร แต่ห้ามกินที่ร้าน คลีนิคแพทย์ และ ปั๊มน้ำมัน

ข้าพเจ้าเริ่มใจเสีย เหตุการณ์เลวร้ายลงตามลำดับ ตั๋วที่ถูกยกเลิกยังไม่มีใครติดต่อมา ทำใจว่าอาจจะไม่ได้บินเพราะเป็นตั๋วแลกไมล์ ไม่ได้ซื้อ จ่ายแค่ภาษีสนามบิน สองพันกว่าบาท สงสัยคงต้องติดเกาะยาวแน่ ๆ หลายคนแนะนำให้ซื้อตั๋วใหม่ บินกับการบินไทย แต่เพราะข้าพเจ้ามีตั๋วบินมาไทยที่อยู่ในมือหลายใบ ซื้อสะสมไว้ช่วงลดราคา กลับไทยคราวนี้คงอยู่ยาว ถ้าซื้อตั๋วใหม่ ตั๋วในมือคงไม่มีโอกาสได้ใช้ ข้อบังคับเรื่องการขออนุญาตสถานทูตเข้าประเทศไทย และการวิ่งหาใบรับรองแพทย์ที่มีอายุ 72 ชั่วโมงก่อนบิน ยิ่งเพิ่มแรงกดดัน เมื่อติดต่อสถานกงสุลได้รับแจ้งมาว่า ข้าพเจ้าต้องมีใบรับรองจากแพทย์ว่าไม่มีไวรัสในตัว และต้องมีประกันการเดินทางที่ครอบคลุมการติดเชื้อไวรัสมรณะด้วยราคาค่าคุ้มครองเป็นแสนเหรียญ 😢

นายกับเพื่อนร่วมงานก็ดีใจหาย ช่วยกันหาทางให้ข้าพเจ้าติดต่อสายการบิน จนสุดท้ายได้ตั๋ว เมื่อข้าพเจ้ายอมรับว่าต้องบินอ้อมโลกไปต่อเครื่องที่ญี่ปุ่น สิริรวมชั่วโมงบินทั้งหมด 17 ชั่วโมง ไม่นับเวลาต่อเครื่องและเดินทาง ขั้นต่อไปคือไปหาหมอเพื่อตรวจสุขภาพ หมอตรวจเช็คสุขภาพข้าพเจ้าอย่างละเอียด แล้วออกใบรับรอง หลังจากนั้นจึงโหลดแบบฟอร์มขออนุญาตเข้าประเทศไทย ติดต่อสถานกงสุลเมื่อรวบรวมเอกสารทุกอย่างครบ เจ้าหน้าที่ก็น่ารัก ติดต่อมาทันทีเมื่อต้องการเอกสารเพิ่ม ทั้งสิ้นทั้งปวงคือ เย็นวันจันทร์เพื่อที่จะบินเช้ามืดวันพุธ ทุกอย่างกดดันจนนอนไม่หลับ ไหนจะต้องจัดกระเป๋า คราวนี้ขนของใช้จำเป็นค่อนข้างเยอะเพื่ออยู่ยาว 

สงครามโลกไม่จบง่ายแน่

วันอังคาร วันสุดท้ายของการทำงาน เคลียร์งานทุกอย่าง บอกลาเพื่อนร่วมงานทุกคน ฝากฝังให้ช่างเครื่องจัดการเรื่องรถข้าพเจ้า ขายทิ้ง!!! 

ใครจะรู้อนาคตของชีวิต มาคราวนี้อาจจะไม่ได้กลับไปอีก ไม่งั้นก็อาจอยู่ยาว ถึงสิ้นปี

ถึงวันเดินทาง ข้าพเจ้าไปถึงสนามบินแต่เช้า มีปัญหาตอนเช็คอินตามที่คาด ด้วยข้าพเจ้าออกนอกประเทศด้วยพาสปอร์ตออสเตรเลีย และเข้าประเทศไทยด้วยพาสปอร์ตไทย ต้องอธิบายเจ้าหน้าที่ให้เข้าใจเพื่อข้อยกเว้นเรื่องการตรวจสุขภาพและการประกันการเดินทาง คนเข้าใจ แต่คอมพิวเตอร์ไม่เข้าใจ ไม่ยอมให้เช็คอิน สุดท้ายต้องให้ supervisor มาออกคำอนุญาตให้ออก boarding pass 

พระเจ้าคงสงสารที่ข้าพเจ้าดิ้นรนจนเครียด ไม่เป็นอันหลับอันนอน ทางสายการบินแควนตัสโอนตั๋วข้าพเจ้าให้สายการบินเจแปนแอร์ไลน์ อัพเกรดให้บินชั้นธุรกิจ พร้อมใบอนุญาตให้ใช้ airport lounges ดีใจจนลืมทำธุระสำคัญที่สนามบิน (เคลมภาษีจากใบเสร็จซื้อมือถือเครื่องใหม่) 

10 ชั่วโมงบิน คือความสะดวกสบายที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน พนักงานมอบความประทับใจในบริการจนไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้ อาหารอร่อยทุกอย่าง ได้นอนแบบ flat bed มีของที่ระลึกให้ เป็นความโชคดีที่ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะได้รับอะไรแบบนี้

แวะเปลี่ยนเครื่องที่ญี่ปุ่นชั่วโมงครึ่ง มีเวลาพอที่จะแวะซื้อของมาฝากคนที่บ้าน เดินมาถึงหน้าเกท แล้วก็พบปัญหาเดิม คือกฎข้อบังคับที่ต้องมีเอกสารเพื่อเข้าเมือง พนักงานต้องเรียก supervisor มาพยักหน้าว่าให้ผ่านได้

ทั้งห้องผู้โดยสารมีผู้โดยสารแค่สองคน ข้าพเจ้าได้ที่นั่งเบอร์ 1A คนแรก แถวแรก ใกล้ทางออก สจ้วตและแอร์คนไทยหมั่นมาคุยด้วย หมั่นเพิ่มเติมทั้งอาหารและเครื่องดื่ม คราวนี้อร่อยจนยอมตาย ส่งอะไรให้ อัจฉรารับทุกอย่างโดยไม่เกี่ยงงอน
กินเสร็จ ก็นอนหลับสนิทแม้ช่วงสั้น ๆ แต่ช่วยได้เยอะ ร่างกายไม่เพลียจนเกินไป 

สุดท้ายก็มาถึงประเทศไทยก่อนเที่ยงคืน 

ผู้คนออเข้าแถวเพื่อกรอกข้อมูลตามที่กำหนด ข้าพเจ้าโหลดแอปส์ของสนามบินไทยเตรียมพร้อมไว้แล้ว แต่ก็ยังติดขัด ขั้นตอนมากมายที่สนามบิน กว่าจะเข้าเมืองได้ใช้เวลามากกว่าชั่วโมง กว่าจะหลุดออกมาได้ก็ตีหนึ่ง รถจากบ้านมารอรับ ถึงบ้านด้วยความเหนื่อยอ่อน สิริรวมเวลาเดินทางทั้งสิ้น 25 ชั่วโมง

ได้นอนแค่สองสามชั่วโมงก็ตื่น ร่างกายต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการปรับตัว กินข้าวเช้าแล้วออกไปรายงานตัวที่อนามัยจังหวัดว่าเดินทางมาจากประเทศ เจ้าหน้าที่ค่อนข้างเกร็งเพราะข้าพเจ้าเป็นคนแรก คนเดียวในละแวกนี้ที่มาจากต่างประเทศ สั่งให้ข้าพเจ้าปฎิบัติตามกฎที่ได้รับที่กำหนด สักพักมีคนมาที่บ้าน มาดูความเป็นอยู่ของข้าพเจ้าว่า กักตัวตามที่ถูกสั่งหรือไม่ ข้าพเจ้าจึงต้องระเห็ดออกไปอยู่บ้านร้างด้านหลังที่ปิดตายมาหลายปี บ้านนี้ ใช้เวลามีญาติจากต่างจังหวัดมาพัก และเวลามีหมอนวดมานวดแม่ที่บ้าน

ใช้เวลาทำความสะอาดจนสะอาดพอเข้าอยู่ได้ รู้สึกเครียดจนปวดหัวว่าจะอยู่ในห้องอุดอู้ยังงี้ได้ยังไงตั้ง 14 วัน คนไฮเปอร์ที่ไม่เคยได้นั่งนิ่ง ๆ อย่างข้าพเจ้า ต้องใช้เวลาทำใจอย่างหนัก แล้วข้าพเจ้าก็หลับสนิทหลังอาหารเย็นเวลาหกโมง หลับแบบไม่ได้หลับอย่างนี้มานาน นอนยาวจนตีสองกว่า ก็ตื่นมาด้วยความสดชื่น รอเวลาเช้า เพื่อที่จะได้ออกมานั่งดูโลกภายนอกหน้าบ้าน

ญาติพี่น้องต่างเสนอความช่วยเหลือ หาอาหารการกิน ของใช้จำเป็นมาให้ คนใจดีนำส้มสูกลูกไม้มาให้จนของกินเต็มตู้เย็น วันนี้เริ่มสัมผัสความสบายใจ ก่อนเดินทาง ทั้งงาน ทั้งข่าวสารเรื่องไวรัสทำให้ข้าพเจ้าเครียดจนนอนไม่หลับนานเป็นอาทิตย์ ถึงเวลาได้นอนชดเชย

นอนตากแอร์อ่านเฟสบุ๊ค ฟังเพลงเพราะ ๆ คุยกับเพื่อนจากออส วันนี้ได้รื้อกระเป๋า เอาของออกจนหมด พรุ่งนี้จะนอนดูละคร จะอ่านหนังสือ ชีวิตที่มีแต่กินกับนอน เป็นประสบการณ์ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนตลอดทั้งชีวิต คงถึงเวลาเสียที

สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ จะถูกบันทึกบนหน้าประวัติศาสตร์ของชาวโลก ถึงภัยพิบัติอันยิ่งใหญ่ที่กระทบถึงชีวิตของมนุษยชาติทุก ๆ ชีวิตบนโลกใบนี้

มาร่วมกันเพิ่มความอดทน ร่วมมือกับทางการแก้ไขปัญหาด้วยการอยู่บ้านกันเถอะ

ระเบิดลูกใหญ่ไล่หลังข้าพเจ้าเพียงสองชั่วโมงหลังจากเครื่องออกจากซิดนีย์ รัฐบาลประกาศห้ามคนออกจากประเทศอย่างเด็ดขาด สนามบินซิดนีย์กำลังจะปิดตัวอีกไม่กี่วันนี้ ถือเป็นโชคดีที่ข้าพเจ้าเลือกเวลาที่เหมาะเจาะ😊

ข่าวล่ามาหมาด ๆ นายกออสเตรเลียห้ามคนกักตัวที่บ้าน ให้ไปกักตัวที่อื่น ชีวิตยิ่งยากขึ้นเข้าไปอีก..เฮ้อ