เรียนขับรถในอังกฤษ

แรงบันดาลใจที่สำคัญเลยในการเรียนขับรถก็คือลูก ก่อนท้อง เคยเรียนขับรถมาครั้งหนึ่ง แต่ยังไม่ได้สอบขับก็ต้องย้ายกะทันหันเลยยกเลิกการสอบไป จริง ๆ แล้วจะกลับมาสอบก็ได้เพราะผลการสอบข้อเขียนมีอายุ 2 ปี แต่ไม่ได้จับรถเลยตั้งแต่คลอดลูก ก็กลัวว่าถ้าสอบผ่านก็คงจะไม่ค่อยปลอดภัยนัก เรามีลูกเล็ก ความปลอดภัยนี่มาก่อนเป็นอันดับแรกเสมอทั้งตัวเราเองและลูกพอย้ายกลับมาอังกฤษแบบถาวรในเดือน ก.ค. 2017 พ่อแม่สามีก็ช่วยเหลือในเรื่องรับส่งลูกเป็นเวลาประมาณสองอาทิตย์ พอย้ายเข้าแฟลต การเดินทางระหว่างบ้านกับโรงเรียนถือว่าโหดมากสำหรับเด็กวัยนี้ โรงเรียนที่เราเลือกอยู่คนละเขตกับบ้านเพราะเราต้องการให้ลูกได้โรงเรียนที่มีความปลอดภัย ระเบียบวินัยและคุณภาพชีวิต สังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่า แต่บ้านที่ตกลงซื้อก็ยังห่างไกลจากโรงเรียนพอสมควร ต้องเดินขาละประมาณ 25 นาที ก็เลยตัดสินใจเรียนขับรถหลังจากที่คิดมาหลายรอบว่าจะเรียนดีไหม เพราะว่าค่าเรียนขับรถที่อังกฤษค่อนข้างสูงพอสมควร ชั่วโมงละ 25-30 ปอนด์ ขึ้นอยู่กับโรงเรียน ระดับเกรดและประสบการณ์ของครูผู้สอน และยังมีค่าประกันรถยนต์ซึ่งที่อังกฤษจะต้องประกันรายบุคคลที่ขับรถ ต่างจากเมืองไทยเราจะประกันที่ตัวรถ ใครจะขับก็ได้ ซึ่งค่าประกันต่อปีก็ถือว่าแพงมากเช่นกัน

หลังจากตัดสินใจแน่นอนแล้วว่าควรจะต้องขับรถเองเพื่อความสะดวกของตัวเราเองและลูก และเพื่อให้ชีวิตทั้งชีวิตที่เหลือของเรามีความคล่องตัวมากขึ้น เลยค้นหารายชื่อโรงเรียนสอนขับรถในเขตที่เราอาศัยอยู่ ค้นหาหลายบริษัทครูดีครูเก่งก็หายาก เพราะจะมีการจองตารางเรียนล่วงหน้าตลอดเวลา เพราะไม่อยากรอนานเลยเลือกเอาบริษัทที่มีตารางเรียนให้เลยในตอนนั้น พอเจอครูก็จะทดสอบความสามารถในการขับรถพื้นฐานของเรา พบว่าเราอยู่ในระดับดีพอสมควรเพราะเคยขับมาแล้ว แต่ด้วยไม่มีความรู้รอบตัวเรื่องกฎจราจรเลย ก็อ่านหนังสือสำหรับสอบข้อเขียนไปด้วย ฝึกทำข้อสอบไปสักพักก็ลองไปสอบ โชคดีมากที่สอบครั้งแรกก็ผ่านเลย

การสอบข้อเขียนมีสองอย่าง คือตอบคำถามประมาณ 50 ข้อ เราสามารถผิดได้ 7 ข้อ และก็สอบ hazard perception test หรือการอ่านภาวะอันตราย อันนี้ เขาให้เราดูวิดีโอคลิปเหตุการณ์ขับรถจริง แล้วให้เราคลิกตรงที่เราคิดว่าเป็นจุดอันตราย ซึ่งจะมีคะแนนให้ตามจังหวะที่เราคลิก เพื่อให้เห็นว่าเราสามารถรับมือหรืออ่านเหตุการณ์ที่เป็นอันตรายได้อย่างปลอดภัย ถ้าตกอย่างใดอย่างใดอย่างหนึ่ง เราก็ต้องสอบใหม่ทั้งสองอย่า

หลังจากสอบข้อเขียนผ่านแล้ว ก็มาบอกครูว่าชั้นอยากจะสอบขับรถแล้วหล่ะ ครูดูเหมือนไม่ยินดีกเลย ตอนขอทำสอบทดลอง พอเริ่มทำ ก็รู้ว่าที่ครูสอนมายังไม่ครอบคลุมกับข้อกำหนดของทาง DVSA (Drivers and Vehicles Standards Agency) เรายังเรียนไม่ครบ ยังขาดอีกหลายอย่างมาก ที่ผ่านมาสองเดือนเราฝึกขับทั่วไปเพื่อให้รู้จักถนนแต่ละประเภท ครูยังไม่ได้สอนการถอยหลัง การจอดรถแบบที่ต้องใช้ในการสอบ การอ่าน sat nav (หรือที่รู้จักกันในคือ จีพีเอส – GPS) ซึ่งในการสอบ ต้องมีการขับรถด้วยตัวเองโดยการอ่านอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นเวลา 25 นาที

แต่คำพูดของครูทำให้มีคำตอบให้ตัวเองในทันทีว่า ถึงเวลาเปลี่ยนครู พอกลับมาบ้านสอบถามกูเกิ้ลว่าการเปลี่ยนครูสอนขับรถมีข้อดีข้อเสียอย่างไร คำตอบก็ยิ่งสนับสนุนให้เปลี่ยนครู เลยลองบริษัทใหญ่ที่มีชื่อเสียงมานานหลายสิบปี แต่ในเขตที่เราอยู่ไม่มีตัวเลือก คนที่ส่งมาก็เป็นอันไม่โอเคนักทั้งรถและครู ก็เลยตัดสินใจไม่เรียนต่อ หาบริษัทใหม่อีก คราวนี้เรามีประสบการณ์จากสองครูแล้วเราเลยมีความรู้มากขึ้นว่าเราควรจะมองหาอะไร จึงมองหาครูที่มีประสบการณ์การสอน 10 ปี มีรถแบบเดียวรุ่นเดียวกับที่บ้านเพื่อความสะดวกในการใช้งานได้ทันที พอดีมีคุณแม่ที่โรงเรียนเดียวกันท่านหนึ่งแนะนำครูที่เขาเคยเรียนและสอบผ่านมาเมื่อประมาณหนึ่งปีเศษ เขาบอกว่าเขาเรียนกับครูหลายคนมากและสอบหลายครั้งมาก มาผ่านกับครูคนนี้ ครูคนนี้เก่ง เจ๋ง และมีชื่อเสียงมากในเขตนี้ สอนดีมาก รถก็สภาพดีมาก เขาจะเปลี่ยนรถทุกสองปี

พอฟังจากเพื่อนก็เลยลองจองครูคนนั้น เจอครั้งแรกก็ประทับใจทั้งครูและรถ ครูก็บอกทันทีที่จบคลาสแรกว่า คุณขับรถได้ดีมาก ผมอยากให้คุณจองวันสอบเลยนะภายในหนึ่งเดือน ตัวเองยังไม่มั่นใจตัวเอง ก็ยังไม่จองวันสอบเพราะค่าสอบก็แพง ครั้งละ 65 ปอนด์ และก็ต้องมีค่าครูและค่ารถของครูอีก 90 ปอนด์สำหรับใช้ในวันสอบ พอเจอครูครั้งที่สองครูก็ย้ำอีก ตอนนั้นก็ยังไม่มั่นใจมาก อยากให้ตัวเองมีความมั่นใจเต็มที่ว่าเราเข้าใจกฎจราจร การใช้รถใช้ถนนได้อย่างไม่มึนงง คือถ้าสามารถขับรถได้อย่างเดียวแต่ต้องถามคนข้าง ๆ ตลอดไม่กล้าตัดสินใจเอง แบบนี้คิดว่าเรายังไม่มีความสามารถในการขับรถด้วยตัวเอง แต่เจอครูทีไรก็คะยั้นคะยอตลอดแบบเชื่อมั่นในตัวเรามากกว่าตัวเราเองเสียอีก

ครูดูตารางสอบมาให้เลยและบอกให้จองเพราะครูคนนี้แกไปเที่ยวบ่อย คือแกทำงานนี้เป็นงานอดิเรก พอจองสอบ ก็ได้วันที่ครูกลับจากพักผ่อนแค่ 1 วัน สอบครั้งแรกความรู้เรื่องรถก็ยังไม่มี ความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎจราจรก็ยังไม่ดี คือเป็นการเดาข้อสอบล้วน ๆ ปรากฏว่าสอบครั้งแรกไม่ผ่าน ทั้งที่ข้อสอบง่ายมาก คือเส้นทางที่เจอง่ายกว่าตอนเรียนเสียอีก แต่เราพลาดเพราะความสามารถเรายังไม่พร้อม ครูก็บอกให้จองสอบใหม่ทันทีหลังจากสิบวัน แต่เรารู้ว่าเราต้องฝึกฝนอีกพอสมควร เลยจองใหม่อีกหนึ่งเดือนถัดไป แต่ครูก็ไปพักผ่อนอีก ทำให้ถึงจุดเปลี่ยนครูอีกรอบ

รอบนี้โทรไปหาครูอีกคนที่เคยเจอจากกูเกิ้ลและไม่ได้เลือกเขา ครูไม่โฆษณาตัวเองมาก เลยไม่ทราบว่าครูคือเจ้าของบริษัทและเป็นครูในระดับที่ดีที่สุด คือระดับก้าวหน้า เป็นครูที่สอนครูสอนขับรถคนอื่นด้วย ก็จะไม่มีการหาใหม่ที่ดีกว่านี้ได้อีกแน่นอน หลังจากที่คุยกันทางโทรศัพท์บอกเล่ารายละเอียดต่าง ๆ ให้ฟัง และถามว่าครูจะตกลงสอนฉันไหมเพราะจองสอบไว้แล้วภายในเวลาอีกแค่ 4 อาทิตย์เท่านั้น (กลัวมากว่าเขาจะปฏิเสธเพราะชั่วโมงเรียนน้อย) แต่ครูก็ขับรถมาหาเลยทันที ประทับใจทั้งรถและครู และวิธีการสอนที่เป็นมืออาชีพมาก มีเอกสารของทางโรงเรียนในการสอน มีสมุดพกของนักเรียนในการบันทึกพัฒนาการในการเรียน และการเรียนทุกจุดตรงตามที่ทาง DVSA กำหนด

เพราะเคยสอบมาแล้วเลยเห็นในกระดาษสอบว่าเขาให้คะแนนจากส่วนไหนบ้าง เลยตอบตัวเองได้ทันทีว่า เราเจอครูที่ตรงโจทย์แล้ว แต่ปัญหาก็คือ ตัวเองมีนิสัยเสียในการขับรถหลายอย่าง เขาก็พยายามแก้ไขให้ หลังจากผ่านไป 4 ครั้งหรือหนึ่งเดือน การขับรถทั่วไปค่อนข้างดีขึ้น ในช่วงเวลานั้นครูก็บังคับเลยให้เราทำประกันรถของเราที่บ้าน และให้มีคนพาเราไปหัดขับให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเน้นให้ไปในเส้นทางที่เราต้องใช้เป็นสนามสอบ หลังจากนั้นครูก็ต้องเพิ่มเวลาสอน หลังจาก 6 ครั้งครูก็บอกเลยว่า ครูต้องการทำข้อสอบทดลองกับเรา 4 ครั้งก่อนสอบจริง ทุกอย่างต้องเป๊ะที่สุด ห้ามผิดพลาด

แต่เชื่อไหม แม้แต่คนที่สอบผ่านแล้วก็ยังต้องทำความเข้าใจกับบางสถานการณ์ใหม่ มันไม่เป๊ะตามหลักสูตรเสมอ แต่สำหรับนักเรียนคุณจะต้องไม่ทำผิดเลย ในการสอบจริงคุณสามารถทำผิดได้แบบเล็กน้อยไม่รุนแรง 15 แต้ม แต่ห้ามมีผิดรุนแรงอันตรายต่อตัวเองและผู้อื่น คือไม่ถึงกับต้องขับชนใครบาดเจ็บหรือตาย แค่ไม่มองให้รอบคอบ เบรกแรงกะทันหัน ไม่ดูกระจก ก็ถือว่าผิดแล้ว เพราะคุณอาจทำให้รถคันหลังหรือข้างหน้าต้องชะลอ เบรก หรือเสียหลัก เอาจริง ๆ

ในการสอบทดลอง ออกจากบ้านมาด้วยความมั่นใจ ยิ้มหน้าบานมาทุกครั้ง เพราะคิดว่าขับได้ดีขนาดนี้ไม่มีพลาดแน่นอน ในช่วงนั้นสามีและพ่อสามีจะพาไปหัดขับตลอดที่มีเวลาว่างและถนนที่ขับบางสายมันยากกว่าสนามสอบมาก ๆ บางทีกว่าจะหาเลนตัวเองได้ ก็ควบสองเลนอยู่ตั้งนาน หรือขับตัดเลนเพราะเลือกเลนผิด จะเป็นปัญหาหลักของนักเรียนเลยล่ะ ในเรื่องเลนตรงวงเวียนที่ใหญ่มาก ๆ มีช่องทางออกหลายทาง แต่เชื่อไหมว่าสอบตกทั้ง 4 ครั้ง เพราะพอหัดขับกับคนขับรถที่ขับรถมานานแล้ว การขับรถของเขาก็จะไม่สอดคล้องกับกฎการสอบนัก เพราะคนที่สอบผ่านแล้วไม่จำเป็นต้องทำตามกฎจนเครียด ทีนี้ตัวเองเริ่มมีภาวะผิดพลาดเพราะสมองสับสน ความจำเริ่มเลอะเลือน เรียนกับครูบ้างกับครอบครัวบ้าง ด้วยตัวเองทางกูเกิ้ลทางยูทู้ปบ้าง รถตัวเอง-รถครูก็ต้องจำให้ดี เพราะขนาดรถก็ไม่เท่ากัน เทคนิกการจอดก็ต่างกัน เครียดมาก

บอกทุกคนที่ให้กำลังใจว่า การขับรถมันไม่ง่ายเลย คงต้องหยุดไว้แค่นี้หรือหัดขับต่อไปกับครอบครัว พร้อมเมื่อไหร่ค่อยไปสอบละกัน ไม่มีใครคิดว่าจะสอบได้เลยนะ ทุกคนเห็นเราถอดใจ แต่ก็ยังให้กำลังใจ คุณพ่อและสามีแปลกใจมากว่า ขับได้ขนาดนี้ยังจะไม่ผ่านอีกหรือ หรือครูเข้มเกินไป คือขับรถได้ดีไม่ได้หมายความว่าคุณจะสอบขับรถผ่านนะคะ คุณต้องขับให้ถูกต้องตามกฎกติกาที่กำหนดใช้เป็นมาตรฐานในการสอบ

พอรุ่งเช้าถึงวันสอบจริง ครูมารับและให้หัดขับเหมือนสอบจริง ๆ เลย ครูบอกว่าถ้าคุณขับแบบนี้คุณผ่านแน่นอน จึงบอกครูว่าไม่มั่นใจว่าจะสอบผ่านนะ แต่จะทำให้ดีที่สุด ไม่ผ่านก็สอบใหม่ ลูกก็คงจะต้องรอไปจนกว่าแม่จะพร้อม

พอไปยังที่จอดรถ ครูคุมสอบตรวจนี่ตรวจนั่น แล้วก็บอกว่า start when you are ready เริ่มเมื่อคุณพร้อมนะ ทีนี้ล่ะ แม่เจ้า ลืมกุญแจรถไว้ในกระเป๋า เก็บไว้มิดชิดกลัวหาย เพราะรถตัวเองไม่ต้องใช้กุญแจก็จะติด เลยรีบขอโทษครูสอบและอธิบายอย่างที่กล่าวมา ผู้คุมสอบก็บอกให้ขับต่อ ขับไปก็รู้ว่าตัวเองขับได้ดี แต่มือและขาเริ่มสั่น สั่นจนต้องคอยบอกตัวเองว่าเลิกสั่นเถอะ ขอร้อง ผ่านไม่ผ่านไม่ใช่ประเด็น ขอให้ขับอย่างปลอดภัยและให้ดีที่สุด มองดูเวลาอีกไม่นานแล้วนะ สู้ ๆ นะ จนหมดเวลาครูบอกว่า ดีใจด้วยคุณสอบผ่าน ยังไม่อยากเชื่อเลย และผ่านด้วยข้อผิดพลาดแค่สามข้อเล็ก ๆ เท่านั้น

หลังจากสอบเสร็จ ครูสอนก็บอกว่าคุณคือ นักเรียนห้าดาวของผม คือนักเรียนที่สอบผ่านเป็นครั้งแรกกับผมนะ ลืมบอกไปว่า ครูย้ำตั้งแต่วันแรกว่า บริษัทของผมมีเปอร์เซ็นต์การสอบผ่านตั้งแต่ครั้งแรกสูงที่สุดในเขตนี้คือ 98% และคุณเป็นหนึ่งในนั้น ผมขอถ่ายรูปคุณกับประกาศนียบัตรไปลงในเว็บไซต์ และขอให้คุณช่วยเขียนรีวิวให้ผมด้วย

ทุกคนมีความสุขมาก โดยเฉพาะลูกชาย แทบจะบอกกับทุกคนที่เจอเลยว่า “แม่ไอสอบผ่านแล้ว ไชโย ไอไม่ต้องเดินไปโรงเรียนอีกแล้ว ดีใจที่สุดเลยแม่ ไอยังไม่อยากเชื่อเลยแม่ ว่ามันเป็นจริง”

เลยขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่ตั้งใจจะเรียนขับรถนะคะ มันคือทักษะชีวิตและการเอาตัวรอดที่ลูกผู้หญิงควรจะมี โดยเฉพาะคนเป็นแม่ มันช่วยให้ชีวิตของเราง่ายขึ้น และข้อดีของการที่เรียนและสอบในตอนที่ลูกโตพอสมควรก็คือ ได้ทำให้ลูกเห็นว่าเราให้ความสำคัญกับสิ่งที่มีความจำเป็นสำหรับชีวิต

ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ การที่จะผ่านหรือประสบความสำเร็จในเรื่องใดก็ตาม ต้องใช้ความพยายามให้ถึงที่สุด