ทักษะเรา-ทักษะเขา

หากวันหนึ่งเราต้องอยู่ในที่อันไม่ใช่บ้านเกิดของเรา ไม่ได้มีความคุ้นเคยอะไรเลยในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการกินอยู่ หลับนอน การทำงาน การปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ดินฟ้าอากาศ ข้าวของเครื่องใช้รอบตัวล้วนผิดแผกแตกต่างกันไปเสียหมด พวงมาลัยรถที่เราถือไม่ได้อยู่ในด้านที่เราเคยขับ ขอบทางซ้ายที่เราเคยขับชิดเสมอกลับไม่ใช่ ที่ใหม่ที่เราก้าวไปอยู่ ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ที่เราได้พานพบในทุกวัน ไม่เว้นแม้แต่ภาษาตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีในต่างแดน นอกเหนือจากเมืองไทยที่รักแล้ว ทุกสิ่งต้องใช้การปรับตัวอย่างยิ่งยวดจึงจะทำให้เราอยู่ได้ในทุกวันของชีวิต แบบไม่ต้องนับความยากลำบากเรื่องภาษา

แต่เมื่อเราได้ก้าวเข้ามาอยู่ในต่างแดนทั้งด้วยความสมัครใจ ความจำเป็นบังคับ หน้าที่การงาน ความต้องการเรื่องประสบการณ์ชีวิต การพบปะคู่ครองที่เกื้อหนุนกันมาแต่เก่าก่อน การวาดฝันด้วยจินตนาการของตัวเราเองถึงชีวิตในต่างแดน หรืออะไรก็ตามที่เราได้มาใช้ชีวิต เหตุผลเหล่านี้ล้วนสอนให้เราต้องใช้ความเชี่ยวชาญ อันเป็นความชำนาญหรือความสามารถในการกระทำหรือการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นทักษะด้านร่างกาย สติปัญญา หรือสังคม ที่เกิดขึ้นจากการฝึกฝน หรือการกระทำบ่อย ๆ ของเราเอง ไม่เช่นนั้นแล้ว เราคงไม่อาจใช้ชีวิตที่ต่างแดนนี้ได้ ว่ากันว่าคนเรามีทักษะชีวิตที่ต่างกัน การใช้ทักษะมีความสำคัญและจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์มาก เราอาจใช้ชีวิตปกติในทุกวัน โดยไม่รู้เลยว่า ตัวเองมีความชำนาญในเรื่องใด

ก้าวแรกของชีวิตในต่างแดนของฉันช่างตื่นตาตื่นใจไปกับหิมะขาวโพลน ทัศนียภาพแปลกหูแปลกตาในฤดูกาลต่าง ๆ และภาษาอื่นนอกจากภาษาอังกฤษที่มีติดตัวมาบ้าง ฉันไม่ได้เป็นคนพูดมาก เพียงแต่เป็นคนฟังและอ่านได้มาก ทุกครั้งที่อยู่ท่ามกลางผู้คนต่างแดน ฉันจะฟังและยิ้มแย้มเสมอ แม้บางครั้งต้องทำในสิ่งที่เราไม่ได้อยากทำ เช่น การกินอาหารที่เราไม่ชอบรสชาติ การอยู่ในบรรยากาศหนาวเหน็บนานเกินไป เป็นต้น

ความตรงต่อเวลา ความมีวินัย ความเท่าเทียมกัน การเคารพความเป็นส่วนตัว ความซื่อสัตย์ ความมีมารยาท เหล่านี้ในดินแดนที่ฉันได้มาเยือนและใช้ชีวิตระยะหนึ่ง ช่างน่าเก็บงำมาเป็นแบบอย่างเสียเหลือเกิน ฉันค่อย ๆ ซึมซับความมีวินัยมาเป็นอันดับแรก ตามมาด้วยความเป็นส่วนตัว ความมีมารยาทที่ต้องฝึกฝน ความอยากรู้อยากเห็นที่ต้องผ่านการขวนขวายและการสอบถามกันตรง ๆ ไม่ใช่การปล่อยให้มันผ่านไปในสิ่งที่ไม่รู้แล้วตอบคำถามว่า... รู้แล้วเหมือนที่ผ่านมา หรือนิ่งเฉยเสียไปเลย ไม่สนใจเรื่องราวต่าง ๆ

ในทุกวัน มีการเรียนรู้เกิดขึ้นจริง ๆ ฉันเดินชนประตูเป็นครั้งที่ร้อย ขึ้นรถด้านผิดนับไม่ถ้วน กรอกเอกสารผิดอยู่บ่อย ๆ พูดและฟังเขาไม่รู้เรื่องเสมอ หนาวเหน็บจนน้ำตาร่วงเพราะไม่ได้ศึกษาสภาพภูมิอากาศในที่ที่จะไป ตื่นตระหนกในหมู่คนมากมายเพราะไม่รู้จะพูดอะไรกับพวกเขา ไม่มีเพื่อนคนไทย ไม่รู้จะเดินทางไปที่ไหนอย่างไร ไม่รู้จะสั่งอาหารอย่างไรเมื่ออยู่ในร้านอาหารคนเดียว อาหารนอกบ้านคือร้านสะดวกซื้อที่หยิบฉวยเองได้แบบง่ายดาย มีเงินไปจ่ายก็เท่านั้น

เมื่อใช้เวลาอยู่ในต่างแดนนานขึ้น ความเป็นคนไทยของฉันกลายเป็นที่ชื่นชอบของทุกคนในครอบครัวนายจ้าง และเขายังส่งต่อความเป็นคนไทยของฉันไปถึงเด็กน้อยในบ้าน เจ้านายน้อยของฉันกลายเป็นเด็กไทยไปกลายๆ มีน้ำใจเป็นเลิศ ช่วยเหลือคนไปเสียรอบตัว ความมีน้ำใจของคนในต่างแดนจำกัดที่ความเป็นส่วนตัว ทุกคนช่วยเหลือตัวเองเป็นอันดับแรก หากเราจะแสดงน้ำใจช่วยเหลือเขา ต้องขอให้เขาอนุญาตเสียก่อน ไม่ว่าจะเก็บของหรือการช่วยเข็นรถก็ตาม ถ้าเขาไม่ต้องการหมายความว่า ห้ามทำสิ่งนั้นเด็ดขาด ฉันเพิ่งได้เรียนรู้สิ่งนี้ที่นี่

เป็นที่แน่นอนว่า ฉันต้องใช้ชีวิตในต่างแดนนี้เป็นเวลาหลายปี ผ่านปีแรกไปแบบตื่นตา ตื่นใจ เหงา เฉา คิดถึงบ้าน คิดถึงอาหาร ผู้คน สิ่งแวดล้อม เสียงเพลง และทั้งหมดที่เมืองไทย

ทักษะแรกที่นำมาใช้ในการอยู่รอดที่นี่ คือ “การซื่อสัตย์ต่อตนเอง” เพราะการซื่อสัตย์ต่อตนเองนั้น คือการเปิดใจยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นในชีวิต เพื่อเรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้น แล้วก้าวข้ามมันไป ซึ่งความผิดพลาดที่เลวร้ายที่สุดสำหรับมนุษย์นั้น ก็คือการที่ไม่ยอมเรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเอง หรือการหลอกตัวเองอยู่ว่าตนไม่ได้ผิดพลาด เมื่อเราซื่อสัตย์ต่อตัวเองได้ เราก็จะซื่อสัตย์ต่อผู้อื่นได้เช่นเดียวกัน

ตามมาด้วยทักษะ “การเป็นคนเอาใจใส่” เพราะเป็นทักษะสำคัญขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่ควรจะเรียนรู้ไว้ ยิ่งเราเอาใจใส่คนรอบข้าง ผู้คนก็ยิ่งเห็นคุณค่าในตัวเรามากขึ้นเช่นเดียวกัน ทักษะที่ขาดไม่ได้ที่ติดตัวฉันมาอีกอย่างก็คือ ทักษะ”การรับฟัง” ฉันฟังมากกว่าพูดเสมอ เพราะมันทำให้เข้าใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ การสื่อสารหลายอย่างจะง่ายขึ้นเมื่อทุกคนคิดและเข้าใจตรงกัน นั่นหมายความว่า ฉันควรมีทักษะในการฟังให้เข้าใจมากกว่าการพูดที่อาจจะสับสน

นอกจากนี้ยังมีทักษะ “การบริหารเวลา” ให้มีประสิทธิภาพนั้น ถือเป็นทักษะที่มีมูลค่าสูงที่สุดอย่างหนึ่งของนายจ้าง และตัวเราเองด้วย ฉันว่า มันทำให้เรามีการวางแผนการจัดการชีวิตที่ดีในแต่ละวันของเราด้วย แม้ว่าจะไม่มีวิธีการที่ถูกต้องทีเดียวทั้งหมด แต่การบริหารเวลาสำคัญมากสำหรับทุกภารกิจในทุกสถานที่ และที่นี่เวลาเป็นสิ่งสำคัญมาก ทุกคนตรงต่อเวลาจนเหลือเชื่อ ถ้ารถไฟจะมาช้าเพียง ๔ นาที ก็ต้องแจ้งผู้โดยสารแล้ว ดีที่ฉันมีทักษะการบริหารเวลาที่ดีติดตัวมาอยู่แล้ว จึงไม่รู้สึกคับข้องใจอะไรเลย

และทักษะที่จะขาดไม่ได้เลยของฉันที่พยายามเป็นเสมอ คือ...ทักษะ “การมีความสุขกับปัจจุบัน” เพราะปัจจุบันจะทำให้เราทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ดี อยู่กับทุก ๆ เวลาในแบบที่เป็น ทำหน้าที่ของเราในทุกวันให้ดี

ทักษะเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็น ทักษะการซื่อสัตย์ต่อตนเอง ทักษะการเป็นคนเอาใจใส่ ทักษะการรับฟัง ทักษะการบริหารเวลา ทักษะการมีความสุขกับปัจจุบัน ที่ฉันมีติดตัวมาด้วย ทำให้ฉันสามารถอยู่ที่นี่ได้อย่างมีความสุขเป็นเวลานานตามภารกิจของฉันที่มี แต่ความสำคัญของการอยู่ในต่างแดนนั้นกลับต้องอาศัยทักษะ “การสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล” (Interpersonal relationship) ซึ่งเป็นความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันและกัน และสามารถรักษาสัมพันธภาพไว้ได้ยืนยาว แน่นอนว่าฉันนำมันมาด้วยจนได้รับฉายาว่า เป็นสัญลักษณ์ของชาวไทยที่มีติดตัวคนไทยทุกคน มันเป็นสายเลือดของเราที่จะมีความเป็นมิตรให้คนรอบข้าง อย่างน้อยยิ้มที่เราส่งออกไป ก็ทำให้คนรอบข้างของเรามองว่า เราเป็นผู้มีสัมพันธภาพที่ดี

ชีวิตในต่างแดนไม่ได้ง่ายในความแตกต่าง แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่สามารถอยู่ได้อย่างมีความสุขในวิถีแห่งความเป็นไป เพราะหากเราพยายามที่จะเรียนรู้และใช้ทักษะที่เรามีติดตัวมาเพื่อปรับใช้กับชีวิตประจำวันของเรา ฉันเชื่อว่า ทักษะเหล่านั้นจะทำให้เราอยู่ที่ไหนก็ได้อย่างมีความสุขในทุกวัน