กรณีปล่อยให้ท้อง

เราได้ยินได้ฟังมาว่า ดูเหมือนมีการปล่อยให้ท้องเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในคู่ของหญิงไทยและชายต่างชาติที่เพิ่งจะคบหากันไม่นาน หรือคบหากันมานานแต่ไม่ไปถึงขั้นผูกข้อไม้ข้อมือเป็นเรื่องเป็นราวเสียที

เมื่อฝ่ายหญิงท้องขึ้นมา จะถือว่าเป็นการ “ท้องไม่พร้อม (unintended pregnancy)” “ท้องที่ไม่ได้วางแผน (unplanned pregnancy)” หรือ “ท้องผิดจังหวะ (mistimed pregnancy)” หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่อาจจัดอยู่ในกลุ่ม “ท้องที่ไม่เป็นต้องการ (unwanted pregnancy)” ก็ได้ หากฝ่ายหนึ่งต้องการเก็บเด็กไว้ ขณะที่อีกฝ่ายไม่ต้องการ หรือทั้งสองฝ่ายไม่ต้องการเด็ก โดยมีเงื่อนไขที่ต้องพิจารณาหลายอย่าง เช่น ด้านกฎหมาย (ห้ามหรืออนุญาตให้ทำแท้ง) ความกดดันทางสังคมหรือครอบครัว (ศีลธรรม ศาสนา ชื่อเสียง) หรือสุขภาพของแม่และเด็ก (ครรภ์คุกคาม แม่อายุน้อย แม่อายุมาก)

เรามาลองฟังกรณีศึกษาหนึ่ง ที่มีการเล่าสู่-ถาม-ตอบ-ระหว่างสะใภ้อิตาลี

(บก. ขอขอบคุณแอดมินและสมาชิกห้องสะใภ้อิตาลี และขอสงวนชื่อทุกคนเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย)

น้อง : คือเพื่อนมาด้วยวีซ่าท่องเที่ยว 3 เดือน แต่มาท้อง ต้องทำไงคะ วีซ่าจะหมด อยู่ประเทศนี้ต่อได้ไหมคะ
แอดมิน : พ่อของเด็กในท้องเป็นคนประเทศนี้ไหม
ถาม : ใช่ค่ะ
แอดมิน : อยากกลับหรืออยากอยู่ต่อ
ถาม : อยากอยู่คลอดที่นี่ค่ะ
แอดมิน : คิดว่าจะจดทะเบียนสมรสกันเลยไหม
น้อง : พ่อของเด็กเหมือนไม่อยากจะจด ส่วนผู้หญิงก็ไม่อยากกลับ กลัวต่าง ๆ นานา
แอดมิน : ต้องเอา DNA ไปพิสูจน์ว่าเด็กในท้องมีพ่อเป็นประเทศนี้ ถึงจะได้อยู่ต่อ หรืออีกทางเลือกคือจดทะเบียนสมรสกับคนชาตินี้
น้อง : ต้องไปตรวจอย่างเดียวใช่ไหมคะ แต่วีซ่าจะหมดแล้ว เราสามารถอยู่ต่อรอผลใช่ไหมคะ
แอดมิน : ตรวจ DNA ถ้าเป็นลูกของคนชาตินี้ แม่เด็กก็ได้วีซ่าติดตามลูก อยู่ต่อรอผลได้ แต่ต้องไปแสดงความบริสุทธิ์ใจที่อำเภอ อธิบายเหตุผลว่าทำไมไม่กลับ
น้อง : ต้องไปขออยู่ต่อที่ไหนคะ
แอดมิน : ที่อำเภอในเมืองที่อยู่
น้อง : ไปแจ้งก่อนใช่ไหมคะ
แอดมิน : สมมติวีซ่าจะหมดพรุ่งนี้ ไปแจ้งวันนี้ก็ทัน เขาต่อให้ 30 วันรอผลค่ะ

ข้อควรคำนึง

กรณีนี้อาจทำให้ผู้อ่านเกิดดราม่าและตั้งคำถามได้มากมาย ทั้งเห็นอกเห็นใจ ทั้งติเตียนสงสัย ทั้งเข้าใจทั้งไม่เข้าใจ หรือทำไมไม่ทำอย่างนี้ ทำไมไม่ทำอย่างนั้น หรือสมน้ำหน้า ซึ่งใครที่ไม่ได้ผ่านภาวะเช่นนี้ด้วยตัวเองย่อมยากจะเข้าใจ

ในฐานะจิตอาสาทำงานเพื่อหญิงไทยในต่างประเทศ เราอาจเจอกับปัญหาแบบนี้ในวันใดวันหนึ่ง ความรู้เรื่องกฎหมายเข้าเมือง สิทธิแม่และเด็ก สิทธิด้านสุขภาพ ระเบียบคอมมูนที่อาศัย ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ พร้อมกับความเข้าใจโลก เข้าใจชีวิต การไม่ตัดสินใครว่า เธอเลือกทางถูกหรือทางผิด เพราะความเป็นจริงคือเธอเดินอยู่บนเส้นทางนั้นแล้ว และเธอต้องเดินหน้าต่อไป

ทุกคนมีเหตุผลในการกระทำของตัวเอง

ความจริงที่ค้ำคอ คือ เด็กคนหนึ่งกำลังจะถืออุบัติขึ้นมา และเด็กคนนั้นมีสิทธิที่จะเกิด รอดตาย ได้รับการดูแลและการพัฒนา ตามการรับรองของอนุสัญญาสิทธิเด็กและสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะประเทศในยุโรป ยิ่งไม่สามารถเพิกเฉยการมีอยู่ของเด็กคนหนึ่ง ๆ ได้ ในเมื่อเด็กนั้นมีสายเลือดของชาวยุโรปอยู่ส่วนหนึ่ง หรือว่าง่าย ๆ ก็คือ #ถือประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นที่ตั้ง

กรณีท้องไม่พร้อม หรือปล่อยให้ท้อง แม่และพ่อ(ตามสายเลือด)ของเด็กมีสิทธิและหน้าที่อะไรบ้าง รัฐมีบทบาทอย่างไรในกรณีเหล่านี้ เรามาฟังการอภิปรายระหว่างผู้รู้และผู้สงสัยกันต่อไป


Photo credit: Kat-Jayne-from-Pexels

ก็มันยังคาใจ

คำถาม : ถ้าเกิดว่า ฝ่ายชายไม่รับผิดชอบ ในเคสมาด้วยวีซ่าท่องเที่ยวแบบนี้ จะทำอย่างไรกับค่ารักษาพยาบาลต่าง ๆ

แอดมิน : วีซ่า 90 วัน นักท่องเที่ยวต้องมีประกันอยู่แล้วค่ะ มิฉะนั้นวีซ่าไม่ออก

  • เกินจาก 90 วัน ที่สาธารณสุขของเขต ฝากท้องฟรี ยา วิตามินแม่และเด็กฟรี เสียแค่ ticket ราคาประมาณ 60€
  • หากเจ็บป่วยหนักและฉุกเฉิน รพ ต้องรับรักษาไม่มีสิทธิปฏิเสธคนไข้อยู่แล้ว (แต่มาตรฐานคุณภาพไม่เหมือนกันทั่วอิตาลี) ทั้งหมดที่กล่าวมา รพ จะไม่คำนึงว่าผู้ป่วยจะอยู่แบบถูกกฎหมายหรือไม่ รพ ไม่ใช่หน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและ รพ ไม่จำเป็นต้องแจ้งตำรวจ แต่ รพ ไม่มีหน้าที่ดูแลเรื่องที่พักและค่าใช้จ่ายประจำวันของใคร
  • ถ้าฝ่ายชายไม่รับผิดชอบและฝ่ายหญิงคิดว่าฝ่ายชายควรรับผิดชอบ ก็ต้องขอพึ่งบารมีศาลบังคับให้ฝ่ายชายรับผิดชอบ
  • หากฝ่ายหญิงไม่มีที่อยู่ไม่มีเงินใช้ มันก็ไปต่อลำบาก ก็ควรกลับไปตั้งต้นใหม่ที่ไทย ส่วนลูกในท้องจะจัดการอย่างไรก็สุดแล้วแต่บุญวาสนาของเด็ก

คำถาม : เห็นบอกว่ามีเคสแบบนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทราบไหมว่าเพราะเหตุใด

แอดมิน : ไม่เคยจดสถิติกันจริงจัง แต่คร่าว ๆ น่าจะอยู่ที่สัดส่วนหนึ่งในสี่ถึงหนึ่งในสามที่ตั้งท้องก่อนจดทะเบียนสมรส ส่วนสาเหตุที่แท้จริงนั้นเป็นไปได้หลายประการ
เหตุผลไทย ๆ ของฝ่ายหญิง คือ

  • อยากแต่งงานแต่ผู้ชายไม่กระเตื้อง ผู้ใหญ่เลยแนะนำให้ท้อง
  • เหตุผล “ไม่ได้คุม ปล่อยธรรมชาติ”
  • กินยาคุม แต่เอาไม่อยู่ พลาดไปแล้ว
  • เหตุผล “ไม่ได้ตั้งตัว ไม่คิดว่าจะติดลูกไว คุมไม่ทัน”
  • การคุมกำเนิดคืออะไรไม่รู้จัก ก็มีอะไรกับคนที่แล้วไม่เห็นจะท้องเลย ยังนึกอยู่ว่าตัวเองเป็นหมัน

ในส่วนผู้ชายอิตาเลียนไม่เคยกล้าถามตรง ๆ แต่สังเกตจากสังคมที่อยู่และปฏิกิริยากับเรื่องที่เกิดขึ้น ฝรั่งจะงงทุกรายเพราะผู้หญิงฝรั่งขึ้นเตียงง่าย แต่ไม่ค่อยปล่อยตัวให้ท้อง ผู้หญิงฝรั่งถึงจะแต่งงานแล้วด้วยซ้ำ ก็มักไม่ปล่อยให้ตนตั้งท้องจนกว่าจะพร้อมกันทั้งคู่

เหตุผลคือวิสัยทัศน์ต่างกัน ต้นทุนชีวิตก็เกี่ยว

คำถาม : ทำไม “ฝ่ายชายอิตาเลี่ยนโดยทั่วไปไม่คิดว่าฝ่ายหญิงจะปล่อยให้ท้อง”

แอดมิน : ขอเน้นว่า เพราะผู้หญิงอิตาเลียน(และในยุโรปหลายประเทศ)มักไม่ปล่อยให้ท้อง แต่ไม่ได้หมายความคลุมไปทั่วยุโรปตะวันออกและตะวันตก เพราะถ้าไปเจอผู้หญิงยุโรปตะวันออก อาจเปิดปุ๊บติดปั๊บเหมือนกัน เพราะส่วนใหญ่ตั้งใจมาเพื่อสร้างอนาคตและครอบครัวกันจริง ๆ จัง ๆ คล้ายหญิงไทย ผิดกันตรงที่ผู้หญิงยุโรปตะวันออกจะมีการศึกษาขั้นต่ำมัธยมปลายหรือขั้นมหาวิทยาลัยกันทุกคน มักจะรู้ภาษาดีกว่า การรู้ทางหนีทีไล่และชั้นเชิงมันเลยต่างกัน การคัดเลือกสรรหาผู้ชายที่จะมาเป็นพ่อของลูกมันก็ต่างกัน

คำถาม : เรื่องการตรวจ DNA ทำได้ไหม

แอดมิน : ลูกในท้องผู้หญิงตรวจได้ แต่ถ้าผู้ชายไม่ยอมให้ตรวจ DNA ของตัวเองเพื่อเทียบกันผู้หญิง ก็ต้องให้ทนายทำเรื่องร้องต่อศาลออกคำสั่งให้ตรวจ หรือ แม้จะเป็นพ่อจริง ผู้ชายสามารถปฏิเสธไม่จดทะเบียนสมรสก็ได้ แต่ช่วยให้ได้อยู่ต่อ และตั้งใจจดรับรองบุตรก็มี (ถ้าผู้หญิงยินยอม)

คำถาม : แล้วถ้าผู้หญิงไม่กลับ ไม่ได้ตรวจ DNA แต่หนีวีซ่า คนรับรองจะโดนปรับไหมคะ

แอดมิน : ก็ต้องแล้วแต่ทัศนคติของผู้การันตีที่มีต่อเหตุการณ์ พูดง่าย ๆ มันจะยุ่งไปหมด แต่ถ้าผู้การันตีไปรายงานตัวและเเจ้งเหตุขัดข้อง ก็ถือว่าแสดงความบริสุทธิ์ใจแล้ว ประเทศนี้ไม่ใช่ประเทศที่เอะอะอะไรก็จะกุญแจมืออย่างเดียว โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับตรวจคนเข้าเมือง มีความยืดหยุ่นพอสมควร


Photo by Oleksandr Pidvalnyi from Pexels

คำถาม : ถ้าตรวจแล้ว พ่อเด็กยอมเซ็นรับรองบุตร แต่เลี้ยงแบบทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ก็สงสารเด็กอีก

แอดมิน : อย่าตีตนไปก่อนไข้ ให้นึกเสียว่าจิตใจของมนุษย์ ลูกใคร ใครก็รัก เราไปการันตีให้ลูกทุกบ้านแฮปปี้ไม่ได้ ลูกที่ไม่ได้อยู่กับพ่อ ไม่ได้อยู่กับแม่ แต่อยู่กับย่ากับยาย ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีมีอนาคต ก็มีถมไป เด็กกำพร้าในบ้านอนาถาที่เติบโตมาเป็นผู้นำก็มีถมไป ไม่เคยมีสูตรสำเร็จในการจัดการผู้เยาว์และก็จะไม่มีต่อไป ผู้พิพากษาจะพิจารณาเป็นกรณีไปในขั้นศาล

คำถาม : ควรแนะนำให้น้องเขากลับไทยไหม เพราะคนที่การันตีวีซ่าคงไม่ช่วยต่อ

แอดมิน : น้องเจ้าของเรื่องเขาตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่ต่อ และต้องการรู้ขั้นตอนว่าควรทำอะไรก่อน เราไม่มีสิทธิไปตัดสินชีวิตเธอหรือไปคิดแทนแม่เด็กว่าอะไรจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกในท้อง ขอให้มองกรณีศึกษานี้ว่าเป็นความรู้ทางกฎหมาย

บก.ขอจบกรณีศึกษานี้ ด้วยข้อแนะนำบางประการ ในกรณีผู้อ่าน (ที่ยังไม่เคยเป็นคุณแม่) มีเพื่อน หรือลูกจ้าง หรือคนรู้จัก ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่นะคะ

(แหล่งข้อมูล How to support pregant women?)

Photo by Kaboompics .com from Pexels

1. อยู่ใกล้ ๆ

สิ่งที่ว่าที่คุณแม่ต้องการมากคือกำลังใจและความเห็นอกเห็นใจจากเพื่อน ๆ อย่าลืมติดต่อเพื่อนว่าที่คุณแม่สม่ำเสมอ ฟังเรื่องที่เธออยากเล่า ฟังความรู้สึกต่าง ๆ ของเธอ แม้ว่ามันอาจจะไม่มีสาระอะไรเลย ทำให้เธอรู้สึกว่าจะติดต่อกับคุณเมื่อไรก็ได้ ไม่ตีตัวออกห่างเพราะเพื่อนมีท้อง แน่นอนว่าเรื่องอะไรที่ชวนสะเทือนใจ ร้อนหู ก็ไม่ควรพูดถึง

2. เกรงใจ

ในกรณีเมืองนอก ถ้าจะไปเยี่ยมว่าที่คุณแม่ ก็อย่าไปช่วงมื้ออาหาร เพราะจะทำให้เพื่อนต้องวุ่นวายเตรียมอาหารเพิ่มเติม จะให้ดีก็ชวนออกไปดื่มชาหรือน้ำส้มใกล้ ๆ บ้าน ส่วนในเมืองไทยนั้น เราคนไทยก็มักจะนัดไปพบกันตามร้านอาหารร้านขนมอยู่แล้ว ก็คงจะไม่มีปัญหาเท่าไร จะให้ดีควรเน้นการได้พูดคุยสังสรรค์มากกว่าการกิน เพราะเราก็ไม่อยากให้เพื่อนน้ำหนักขึ้นมากจนเกินไปด้วย เดี๋ยวจะลดยากหลังคลอด

3. ทำอาหารไปฝาก

เรื่องนี้คนไทยทำได้ง่าย ไม่ต้องคิดมาก แน่ละว่าคุณก็คงจะขนของแปลก ๆ ที่คนท้องอยากกินเปรี้ยวปาก ไม่ว่าจะเป็นไข่มดแดง มะดันเปรี้ยว ๆ มะม่วงดอง ของแนวแซ่บ แต่ก็ขอให้คำนึงว่าเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพทั้งแม่และเด็กด้วย และนำอาหารไปเผื่อครอบครัวของว่าที่คุณแม่ด้วย เพื่อเป็นการผ่อนภาระการทำอาหารของเธอไปพร้อมกัน

4. ช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ

คนไทยก็ทำเรื่องนี้ได้เป็นธรรมชาติ เช่น ช่วยเพื่อนล้างจาน เก็บเครื่องครัวเข้าที่ หรือช่วยซื้อของเข้าบ้านให้ หรือช่วยขับรถไปโน่นไปนี่ เป็นการผ่อนภาระของว่าที่คุณแม่ การช่วยเหลือเช่นนี้ถือว่าเป็นการได้ใช้เวลาคุณภาพกับเพื่อน ก่อนที่เพื่อนจะยุ่งกับการเลี้ยงลูกอ่อน

5. ในฐานะนายจ้าง

สิ่งที่ลูกจ้างที่ตั้งครรภ์ต้องการก็คือความยืดหยุ่นในเรื่องชั่วโมงทำงาน และการลดงานที่หนักแรงลง เพื่อทำให้เธอทำหน้าที่ได้ดีขึ้น ถ้าเห็นลูกจ้างนั่งน้ำหูน้ำตาไหลเพราะเห็นภาพเด็ก ๆ ก็ปล่อยผ่านไปเสีย อย่าไปตำหนิว่าพวกเธอว่าไม่ตั้งใจทำงาน เพราะเป็นอารมณ์อ่อนไหวปกติของคนตั้งครรภ์ นายจ้างที่อ่อนโยนต่อความรู้สึกของลูกจ้างที่ตั้งครรภ์จะได้คนทำงานที่มีความสุขและผลงานที่มีประสิทธิภาพไปพร้อมกัน

6. ในฐานะสมาชิกสังคม

ส่วนสังคมโดยรวมต้องให้ความเข้าอกเข้าใจต่อสตรีตั้งครรภ์และความต้องการของพวกเธอ ถ้าเห็นหญิงตั้งครรภ์ที่เราไม่รู้จักในรถเมล์ ก็ควรสละที่นั่งให้นั่ง หรือเห็นเธอแบกของพะรุงพะรังก็ช่วยเธอถือของ

สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้มีค่าอย่างยิ่งสำหรับลูกผู้หญิงด้วยกัน เราดูแลกันนะคะ