ฉันวันนั้นกับวันนี้

ชีวิตคนเรามักจะมากับความไม่แน่นอนเสมอ เรื่องนี้เขียนขึ้นมาจากประสบการณ์ตรงของตัวดิฉันเอง หลายคนคงจะไม่รู้ว่า “ดิฉันในวันนี้และดิฉันในวันนั้นต่างกันอย่างไร?”

เมื่อประมาณ 11 ปีที่แล้ว ฉันได้ลาออกจากราชการที่เมืองไทย มาอยู่อเมริกา ใคร ๆ ก็คิดว่าฉันโชคดี จะมีชีวิตที่สวยหรูดั่งที่หลายคนใฝ่ฝันกัน

จริง ๆ แล้วอะไรก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด ฉันมาอยู่อเมริกาได้แค่เพียงปีเดียว ฉันสูญเสียลูกและสามีไปอย่างกระทันหัน
ความรู้ความสามารถทางด้านภาษาของฉันก็มีน้อยมาก สื่อสารกับเจ้าของภาษาก็ลำบาก ในขณะที่ฉันต้องทำการผ่าตัดเอาลูกออกตอนที่ท้องได้เพียง 7 เดือน ลูกของฉันเมื่อคลอดออกมาแล้วสุขภาพก็ไม่สมบูรณ์ ป่วยรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลในห้อง NICU จนกระทั่งเสียชีวิต และสามีที่เป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย ทุกอย่างมันช่างถาโถมเข้ามาในเวลาเดียวกันยิ่งกว่าพายุเฮอร์ริเคนเออร์มาบวกกับมาเรียเสียอีก

ฉันไม่เข้าใจในสิ่งที่หมอพูดและอธิบายให้ฉันฟังว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกของฉัน ฉันไม่เข้าใจว่า Down syndrome หรือ trisomy คืออะไร

วันที่ฉันพาสามีไปฉายแสงและทำคีโม ฉันไม่รู้เลยว่าแพทย์และพยาบาลคุยอะไรกับสามีฉัน อาการเขาแย่แค่ไหน ต้องรักษาดูแลอย่างไร ความรู้ทางด้านการแพทย์ฉันก็ไม่มีเลย

หลังจากที่ลูกและสามีของฉันเสีย ฉันต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในประเทศที่สองแบบคนที่ไม่มีความหวัง ต้องหาที่อยู่ใหม่เพราะโดนไล่ออกจากบ้านเนื่องจากไม่มีเงินจ่าย ต้องหางานทำเพื่อปากและท้อง ต้องสู้กับฝันร้ายทุกคืน บางคืนก็ตื่นขึ้นมาร้องไห้คนเดียวยันเช้า และเป็นแบบนี้อยู่หลายปี จนฉันเกิดอาการทางจิตที่เรียกว่า PTSD

ฉันเคยคิดแม้แต่จะฆ่าตัวตายในวันที่ฉันสูญเสียลูก สามี และทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต เพราะฉันสูญเสียความหวังไปในตอนนั้น แต่ฉันก็บอกตัวเองเสมอว่า “พยายามดูก่อนมั้ย ฉันยอมแพ้ง่ายเกินไปรึป่าว” ฉันบอกตัวเองอย่างนี้เรื่อย ๆ จนบางครั้งก็คิดว่าฉันจะหลอกตัวเองไปทำไมกัน

ฉันเริ่มต้นชีวิตใหม่ ฉันทำงานอย่างหนักเพื่อไม่ให้ตัวเองว่างและมีเวลาคิด ด้วยความรู้ด้านภาษาอันน้อยนิด งานที่ฉันทำได้ในตอนนั้นคือเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหารไทย ช่วงที่ทำงานร้านอาหารใหม่ ๆ ฉันได้เจอคนไทยด้วยกันเองกดขี่และดูถูก ล้อเลียนเรื่องภาษาของฉันตลอดเวลา

ฉันทำงานสารพัด เช่น เป็นบาร์เทนเด้อร์ เป็นครูสอนภาษาไทยให้ฝรั่ง เป็นผู้ช่วยหมอ และอื่น ๆ เพื่อเก็บเงินเรียนต่อ เพื่อที่จะได้มีงานที่ดีทำ

วันหนึ่งฉันตัดสินใจเรียนสายพยาบาลในอเมริกา !!

หลายคนบอกว่า ฉันคงจะเรียนไม่จบ เพราะภาษาอังกฤษของฉันแย่มาก ขนาดไปสอบเอาใบขับขี่ฉันยังสอบตกถึงสองครั้ง เขาบอกว่าฉันจะเสียเวลาและเสียเงินไปเปล่า ๆ

ฉันไม่เชื่อในคำพูดของใคร ๆ ฉันเชื่อมั่นในความคิดของตัวเอง และฉันจะพิสูจน์ให้เห็นว่าคนที่บอกฉันว่าฉันจะเรียนไม่จบว่า “พวกเค้าคิดผิด!”

ทุกเหตุการณ์ที่ฉันได้เจอมา มันทำให้ฉันไม่ยอมแพ้ในสิ่งที่ทุกคนดูถูกในความสามารถของฉัน ฉันให้กำลังใจตัวเองเสมอว่า “ฉันต้องทำได้” ถึงแม้ว่าฉันจะเป็นแค่คนเดียวที่ยืนอยู่ข้างตัวเองและให้กำลังใจตัวเองก็ตาม

หลายครั้งที่ฉันเหนื่อย ฉันท้อแท้ บางครั้งความหวังของฉันมีแค่ริบหรี่ แต่ด้วยความที่ฉันเป็นนักสู้ ฉันจะเปลี่ยนโอกาสและความคิดตัวเองใหม่ เพราะฉันรู้ว่า ถ้าฉันเปลี่ยนความคิด ชีวิตของฉันอาจจะเปลี่ยนตามก็ได้ แต่เมื่อไหร่ที่ฉันไม่เปลี่ยนความคิด สิ่งที่ฉันคิดอยู่ในตอนนั้นมันอาจจะกลืนกินฉันให้หายไปเลย

จากคนที่แทบจะไม่ได้ภาษาเลย ใครจะคิดว่า
- ฉันเป็นครูสอนภาษาไทยให้ฝรั่งในระดับสูงของ United States federal law enforcement agency ทุกวันนี้ลูกศิษย์ฉันก็กลายมาเป็นเพื่อนกันและช่วยเหลือฉันในหลาย ๆ เรื่อง
- ฉันสอน/แปลภาษาในการสอบใบขับขี่ให้คนไทยและคนลาวในรัฐเวอร์จิเนีย หลายสิบคนสอบผ่านและได้ใบขับขี่เพราะฉันแปลและสอนพวกเค้า ฉันจะบอกคนที่ฉันไปแปลเสมอว่า ฉันไม่ได้เก่งมาจากไหน ฉันสอบตกมาแล้วเหมือนกัน ฉันร้องไห้มาก่อนตอนสอบตก เพราะฉันรู้ว่าการที่มีใบอนุญาตขับขี่รถในอเมริกามันสำคัญสำหรับฉันแค่ไหน และมันคืออิสรภาพใบแรกที่ฉันได้รับในอเมริกา
- ฉันเป็นล่ามทางการแพทย์ภาษาไทยและภาษาลาวไม่รู้กี่รายและกี่กรณี ไม่ว่าจะเป็น Wound care, organ transplant, cancer, HIV & AIDS, cardiovascular, chemotherapeutic & Infusion Center และอื่น ๆ อีกมากมาย ฉันรู้ว่าการที่คนที่เรารักต้องรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล ในขณะที่เราไม่เข้าใจในสิ่งที่หมอและพยาบาลพูดหรืออธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่เรารักให้เราฟัง มันเศร้า เครียด และแย่แค่ไหน
- ฉันเป็นช่างสักคิ้ว หรือ Permanent makeup artist ที่ได้รับการเทรนและสอบเอาใบอนุญาตในรัฐที่เรียกว่า “หิน” สำหรับงานสาขานี้ที่สุดของอเมริกามาแล้ว
- ฉันเรียนจบพยาบาล RN ในอเมริกา และทำงานมาหลายสาขา ซึ่งครั้งหนึ่งฉันเคยถูกตราหน้าเอาไว้ว่าจะเรียนไม่จบ!
- ฉันเพิ่งเรียนจบได้ใบ certificate และจะสอบเป็น certified สำหรับผู้ใช้เครื่อง Laser ในการรักษาต่าง ๆ
- ฉันเรียนต่อเพื่อที่จะเป็นล่ามทางกฎหมายหรือล่ามศาลของรัฐให้ได้

นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ฉันได้ทำมาแล้ว และมีอีกหลายอย่างที่ฉันอยากจะทำ

เพราะฉันเป็นคนที่ไม่เคยหยุดที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ มันจึงทำให้ฉันมีงานและมีอะไรดี ๆ เข้ามาเสมอ ฉันดีใจที่วันนั้นฉันไม่คิดอะไรสั้น ๆ

ฉันอยากบอกทุกคนว่า ในเวลาที่เราโศกเศร้าเรามักจะมองไม่เห็นอะไร แม้แต่ความหวัง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราจะมองเห็นอะไรชัดเจนขึ้นและสวยงามขึ้น แค่เอาความหวังที่มันเหลืออยู่อันน้อยนิดมาเป็นแรงในการต่อสู้อีกก้าวหนึ่ง และมันอาจเป็นก้าวที่เปลี่ยนแปลงทั้งชีวิตของคุณเหมือนชีวิตของฉันก็ได้

คุณไม่เคยรู้หรอกว่า “คุณเป็นได้มากกว่าที่คุณคิด”

ปัญหาและอุปสรรคไม่ใช่จุดจบของชีวิต แต่มันคือจุดเริ่มต้นต่างหาก

คนที่ภาษาอังกฤษแย่และมีชีวิตที่ติดลบอย่างฉัน ยังก้าวมาถึงทุกวันนี้ได้ ฉันเชื่อว่าคุณก็ทำได้เช่นกัน

ต้นฉบับมาจาก กลุ่มเรื่องเล่าจากมาดาม(เมียฝรั่ง)

Photo credit: Ylanite Koppens from Pexels