โดย เพจเรื่องเล่าจากหย่งศรี

เตรียมพร้อมกับการจากลา แบบคนเยอรมัน

สมัยฉันย้ายมาอยู่เยอรมนีใหม่ๆ ช่วงสุดสัปดาห์หลายครั้ง สามีและฉันจะนั่งรถไฟไปเยี่ยมคุณแม่สามี หลังจากทานข้าวกลางวันเสร็จแล้ว เรามักจะออกไปเดินเล่นกัน

หนึ่งในที่ๆ คุณแม่สามีนิยมเดินไปคือ สุสาน ซึ่งร่มรื่นเขียวขจี เต็มไปด้วยต้นไม้

คุณแม่สามีมักชี้ให้ดูป้ายหลุมศพต่างๆ ที่ทำจากหินอ่อนสารพัดขนาด พร้อมบอกความตั้งใจว่า เมื่อถึงคราวของเธอ ให้ใช้เป็นแบบเสาเหล็กตั้ง มีป้ายชื่อทำด้วยเหล็กแผ่นเล็กๆ ก็พอ เพราะราคาย่อมเยากว่าหินอ่อนมากนัก

ฉันฟังแล้วรู้สึกตกใจไม่น้อย ที่คุณแม่สามารถพูดถึงเรื่องนี้ได้ราวกับเป็นเรื่องธรรมดา ในขณะที่ฉัน ซึ่งโตมาในวัฒนธรรมไทย รู้สึกไม่สะดวกใจเอาเสียเลย

คุณแม่บอกว่า เรื่องการเตรียมตัวสำหรับวาระสุดท้ายนี้ เธอจำฝังใจมาตั้งแต่เด็ก

เพราะตอนเรียนมัธยมมีเพื่อนถึง ๒ คนที่เสียคุณพ่อคุณแม่ไปกระทันหัน และการจัดการเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยที่ไม่มีการเตรียมการไว้ก่อนนั้น ไม่ง่ายเลย

โศกเศร้าเสียใจกับการจากไปก็แย่พอแล้ว ยังต้องมาวุ่นวายตัดสินใจสารพัดอย่างอีก

………

เมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ฉันได้ไปประชุมงานสามัญประจำปีของสมาคมธารา ซึ่งจัดในหัวข้อ “ความรู้คู่บ้าน อุ่นใจ สบายชีวิต”

โดยมีวิทยากรคือ คุณเดียร์ก วาลเตอร์ มีอาชีพเป็นผู้บริหารจัดการพิธีศพ เป็นกิจการของครอบครัวที่สืบทอดกันมาถึง ๔ รุ่นแล้ว โดยเริ่มมาจากคุณปู่ทวด

คุณเดียร์กบอกว่า การเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อให้ง่าย สะดวก และไม่เป็นภาระแก่คนที่อยู่เบื้องหลัง มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราสามารถเตรียมไว้ให้พร้อมได้

แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน

๑ เนื้อหาของงาน – เราสามารถลองนึกได้ว่าอยากให้งานของเรานั้นออกมาเป็นอย่างไร (สีดอกไม้ เพลงที่ใช้ ฯลฯ) และตรวจสอบล่วงหน้าได้ว่า มีอะไรที่ขัดกฎหมายหรือไม่

๒ การเงิน – ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายของงานนี้ หลายคนเปิดบัญชีสะสมเงินไว้โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นสิ่งดี แต่ต้องแน่ใจว่ามีคนทราบเรื่องนี้ และสามารถนำเงินออกมาใช้ได้เมื่อถึงวันจริง บางคนอาจเลือกทำ “ประกัน” เพื่อว่าเมื่อถึงเวลาจริง ผู้ที่อยู่เบื้องหลังจะได้มีเงินมาจัดการ

ประกันงานศพก็มีนะ เยอรมนีอ่ะ

๓ ด้านสิทธิ – ใครมีสิทธิดูแลและตัดสินใจที่เกี่ยวกับพิธี ซึ่งแต่ละรัฐก็จะไม่เหมือนกัน แต่โดยมากแล้ว จะจัดเรียงลำดับดังนี้

๑) คู่สมรสที่ถูกต้องตามกฎหมาย (สามี/ภรรยา)

๒) ลูก (ซึ่งน้ำหนักเท่ากันระหว่างลูกแท้ๆ กับลูกติด และในบรรดาพี่น้องจะเท่ากันทุกคน)

๓) พ่อแม่

๔) พี่น้อง

หากไม่ประสงค์ให้เรียงลำดับดังกล่าว หรือประสงค์ให้ “เพื่อน” เป็นผู้จัดการ สามารถแจ้งความจำนงด้วยการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร สำคัญคือ ต้องเขียนด้วยลายมือตัวเอง เซ็นชื่อ ลงวันที่ และเมือง เป็นอันใช้ได้ ไม่ต้องได้รับการรับรองด้วยทนายก็ได้

……….

เอกสารที่ต้องใช้เพื่อขอมรณบัตร (Sterburkunde)

๑ ใบยืนยันว่าเสียชีวิต (Todesbescheiningung) หากเสียชีวิตที่บ้านจะออกโดยแพทย์ หากเสียที่โรงพยาบาล โรงพยาบาลจะเป็นคนออกให้

๒ เอกสารประจำตัว (บัตรประชาชน)

๓ สูติบัตร ต้องเป็นตัวจริงเท่านั้น หากเกิดที่ต่างประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาเยอรมัน ต้องเอาไปแปลและรับรองให้ถูกต้อง หากสูญหาย ให้กลับไปขอใหม่ที่เขตที่เกิด (ควรเตรียมไว้ล่วงหน้า เพราะบางครั้งการขอเอกสารนี้ ใช้เวลานานหลายเดือน)

๔ ใบทะเบียนสมรส / ใบหย่า

เมื่อได้มรณบัตรมาแล้ว ก็จะสามารถไปทำเรื่องที่เกี่ยวกับบัญชีธนาคาร, ประกันสุขภาพ, เงินเกษียณอายุ ฯลฯ ได้ต่อไป

……….

จะเห็นได้ว่า สิ่งที่ต้องตัดสินใจและเอกสารที่ต้องใช้มีไม่ใช่น้อย และหลายอย่างสามารถเตรียมล่วงหน้าได้ ความรู้เรื่องดังกล่าว จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรรู้ เพื่อให้เมื่อถึงเวลาที่การเปลี่ยนแปลงมาถึง ทุกสิ่งจะดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

คุณเดียร์กเล่าว่า มีลูกค้าหลายท่าน ที่มารับคำปรึกษาและจัดแจงไว้เสร็จแล้วว่า พิธีของตนเองต้องการให้มีอะไรบ้าง จะต้องเชิญใครบ้าง และบางท่านก็จะแวะมาอัพเดตลิสต์นั้นทุกปี มาฆ่ารายชื่อแขกบางท่านทิ้ง เพราะได้จากไปก่อนแล้ว

เป็นเรื่องเศร้า แต่มองอีกมุม ก็ขำเหมือนกันเนาะคะ

………..

หลังจากนั้นมีคำถามหลายอย่างจากผู้ฟัง ที่ฉันพบว่าน่าสนใจมาก เลยเอามาเล่าสู่กันฟัง

*** งานศพที่เยอรมนี ได้ข่าวว่าแพงมาก ต้องมีเงินเตรียมไว้สักเท่าไรดี

คุณเดียร์กบอกว่า แน่นอนว่า งบนั้นไม่มีขีดจำกัด จะจัดใหญ่โตอลังการเท่าไรก็ย่อมได้ แต่ปกติแล้ว งานศพจะอยู่ในราว ๒ – ๔ พันยูโร โดยเฉลี่ยก็อยู่ในราว ๓๐๐๐ ยูโร (ประมาณแสนกว่าบาท)

ฉันถามเพิ่มว่า ที่มันแพง เป็นเพราะการฝังศพใช้ที่มากใช่ไหม

คุณเดียร์กบอกว่า ไม่ใช่ เรื่องพื้นที่และพิธีการนั้น ราคาไม่ต่างกันมาก ไม่ว่าจะฝังหรือเผา

แต่ประเด็นที่ทำให้ราคาต่างกันคือ ค่าแรง

เพราะโกศอัฐิอันเล็กๆ ใช้คนเดียวขุด ชั่วโมงเดียวก็เสร็จ แต่หากฝังทั้งร่าง เป็นโลงศพ ต้องขุดหลุมฝังศพ ต้องมีอย่างน้อยสองคนขุด ต้องมีรถตักดิน

นี่คือตัวการที่ทำให้ราคาสูง เพราะต้องใช้คนมากขึ้น อีกทั้งจำนวนชั่วโมงขุด ก็ต้องมากกว่า

*** เราเอาโกศอัฐิที่มีเถ้าผู้เสียชีวิตกลับเมืองไทยได้ไหม ต้องทำอย่างไรบ้าง?

ทำได้ค่ะ โดยต้องแจ้งสายการบินให้ทราบเท่านั้น คุณเดียร์กแนะนำว่า ควรจะถือโกศขึ้นเครื่องด้วย เพื่อความปลอดภัย เพราะคงไม่มีใครอยากให้สูญหาย หรือบุบสลายด้วย ปัจจุบันโกศอัฐิขนาดไม่ใหญ่มาก ถือขึ้นเครื่องได้สบายๆ

*** มีสถิติไหมว่า คนเยอรมันนิยมพิธีแบบไหนมากกว่ากัน

จากประสบการณ์ที่ทำต่อเนื่องยาวนาน คุณเดียร์กเล่าว่า คนทางเหนือซึ่งอยู่ใกล้ทะเล จะนิยมทำพิธีที่โปรยอังคารที่ทะเล ยิ่งลงใต้มาเรื่อยๆ คนก็จะนิยมทำพิธีฝังมากขึ้นเท่านั้น

อนึ่ง คุณเดียร์กเล่าด้วยว่า สภาพอากาศดูจะมีผลต่อเรื่องนี้มากพอควร เพราะจากประสบการณ์ ฤดูร้อนจะมีพิธีศพน้อย เหมือนอากาศดี สดชื่น สดใส ผู้คนมีกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ ส่วนฤดูหนาวจะมีงานชุกมาก ราวกับว่าอากาศมืด ทะมึน เทา น่าห่อเหี่ยวใจ อยู่ไปก็แค่นั้น จากไปเสียเลยดีกว่า

ฟังเหมือนเรื่องตลก แต่จากแนวโน้มก็เป็นเช่นนี้จริงๆ สภาพอากาศส่งผลต่อจิตใจมากขนาดนั้น

*** มีเทรนด์อะไรที่กำลังมาแรงไหมคะ?

เทรนด์แรกที่กำลังมาแรง คือ การนำโกศอัฐิไปฝังในป่า โดยต้องเป็นป่าที่ได้รับสถานะเป็นสุสานเท่านั้น ไม่ใช่ป่าที่ไหนก็ได้

ตัวเลือกการฝังมีมากมาย เช่น ฝังร่วมกับคนอื่นๆ ใต้ต้นไม้ต้นเดียว หรือจะจองต้นไม้ไว้ แล้วฝังโกศไว้ข้างๆ กับคนที่รักก็ได้ และสมัยนี้มีโกศอัฐิที่ทำจากวัสดุย่อยสลายได้โดยธรรมชาติ

เรียกว่าคืนสู่สามัญได้แบบหมดจดจริงๆ

อ้อ… ที่เยอรมนีไม่อนุญาตให้นำโกศอัฐิมาฝังเองที่บ้านนะคะ จะฝังในสวนที่บ้านไม่ได้ โกศอัฐิต้องไปอยู่ในสุสานเท่านั้น

ส่วนเรื่องการแบ่งเถ้าบางส่วนเล็กน้อย เพื่อนำมาทำเป็นของที่ระลึกนั้น ตามกฎหมายนั้นยังไม่ได้รับอนุญาต แต่หากจะทำ โดยมากแล้วก็ไม่มีใครห้าม หากนำมาเล็กน้อยค่ะ

………

*** ส่วนอีกเทรนด์ที่กำลังมา คือการนำเถ้าไปอัดเป็นเพชร ซึ่งในเยอรมนีก็ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ทำ แต่ทำได้ที่สวิสเซอร์แลนด์ค่ะ

คุณเดียร์กบอกว่า โดยปกติแล้ว เถ้าของแต่ละท่านจะอยู่ที่ประมาณ ๓๐๐๐ กรัม การทำเพชรจะต้องใช้เถ้า ๑๐๐ กรัมต่อเพชร ๐.๑ กะรัต และมีค่าทำประมาณ ๑๐๐๐ ยูโร ต้องทำขั้นต่ำ ๐.๔ กะรัต ก็คือเงิน ๔๐๐๐ ยูโร ใช้เวลาประมาณ ๖ สัปดาห์ก็จะได้เพชร

ดังนั้น หากจะใช้เถ้าทั้งหมดทำก็จะได้เพชร ๓ กะรัต แต่คุณเดียร์กเล่าว่า จากประสบการณ์ยังไม่เคยมีใครสั่งทำไซส์ใหญ่ขนาดนั้น โดยมากจะสั่งทำแค่ ๐.๔ กะรัต เพื่อเป็นที่ระลึกจริงๆ เท่านั้น

……….

เป็นการบรรยายในหัวข้อที่เหมือนจะเศร้า แต่ความเป็นจริงแล้วสนุกมาก ฉันได้เรียนรู้หลายอย่างมากว่า ในเรื่องความตาย ก็มีเรื่องที่ควรรู้ ควรเตรียมตัวมากมายเหลือเกิน เพื่อไม่เป็นภาระให้กับคนที่อยู่ข้างหลัง รู้สึกตัวเองฉลาดขึ้นมากเลยค่ะ

ที่สำคัญ ได้เจริญมรณานุสติ เมื่อความตายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น เราก็ไม่ควรใช้ชีวิตด้วยความประมาท และมีความสุขกับทุกชั่วขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นะคะ

ขอบคุณสมาคมธารา ที่จัดหัวข้อที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งด้วยค่ะ

//ฉันเขียนสรุปมาจากความเข้าใจ อาจจะไม่ถูกต้องแม่นยำที่สุด หากต้องการเวอร์ชั่นเป๊ะ กรุณากดติดตามเพจ THARA e.V. 2022 ซึ่งจะสรุปข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำมาให้ได้อ่านกันอีกครั้งนะคะ